ข่งมี่เสวี่ยรีบพูดขึ้นก่อนว่า “เมื่อวานฉันไปคอมมูนมาไม่ใช่เหรอ? หมูพะโล้นี่ฉันตั้งใจซื้อกลับมาจากร้านอาหารของรัฐเมื่อวาน เก็บไว้กินวันนี้ ช่วงเก็บเกี่ยวข้าวสาลีถ้าไม่กินเนื้อ ใครจะมีแรงทำงานไหว?”
ถงชุนซู่ยิ้มหน้าบาน เมื่อวานพี่มี่เสวี่ยไปคอมมูนมาจริง ๆ ดูท่าพี่มี่เสวี่ยคงเก็บคูปองเนื้อไว้ ตั้งใจเก็บมาถึงวันนี้เพื่อทำให้พวกเขาประหลาดใจ
ถงฮว่าไปรู้เรื่องนี้มาจากไหนกัน พอดีเอามาใช้ใส่ร้ายพวกเขาได้เสียด้วย!
ช่างเจ้าเล่ห์จริง ๆ!
ช่วงเก็บเกี่ยวข้าวสาลี บ้านที่พอมีฐานะต่างก็เตรียมของกินดี ๆ ไว้บ้าง อย่างที่ข่งมี่เสวี่ยพูด งานใช้แรงหนักขนาดนี้ ถ้าไม่กินของหนักท้องแล้วจะเอาแรงที่ไหนมาทำงาน?
คนที่ยืนมุงส่วนใหญ่เชื่อคำพูดของข่งมี่เสวี่ย
ข้าวหมูเค็มของถงฮว่าก็หนักท้องพออยู่แล้ว ถ้ายังมีหมูพะโล้อีกจาน จะฟุ่มเฟือยเกินไปไหม!
กับข้าวของเยาวชนมีการศึกษาหลายคนมีแต่ผัก มีหมูพะโล้เป็นเนื้อสัตว์อยู่จานเดียว เห็นชัด ๆ ว่าหมูพะโล้ต้องเป็นของพวกข่งมี่เสวี่ย
หวังเฉิงมองถงฮว่าด้วยสีหน้าไม่เป็นมิตร “เยาวชนถง ยังมีอะไรจะพูดอีกไหม?”
ถงฮว่าหัวเราะในใจ “ของที่ฉันทำหายก็คือหมูพะโล้ ในเมื่อมีหมูพะโล้อยู่ตรงนี้หนึ่งจาน คุณเอาอะไรมาตัดสินว่ามันไม่ใช่ของฉัน แต่เป็นของพวกเขา?”
“ตอนข่งมี่เสวี่ยซื้อหมูพะโล้ พวกคุณเห็นกับตาหรือเปล่า?” ถงฮว่าหันไปถามเยาวชนมีการศึกษาที่อยู่ตรงนั้น
หวังเฉิงพูดอย่างโมโห “ฉันไม่ได้เห็นกับตา แต่ต้องมีคนเห็นแน่”
