ข่งมี่เสวี่ยยิ่งคิดก็ยิ่งโมโห แทบอยากพุ่งไปฉีกถงฮว่าเป็นชิ้น ๆ!
ส่วนถงฮว่าที่ถูกข่งมี่เสวี่ยเกลียดชัง กำลังเดินตามกู้ซือไปทำความคุ้นเคยกับเหล่าเจ้าหน้าที่คอมมูน
เลขาธิการคอมมูนถามว่า “เธอเป็นรุ่นลูกของบ้านประธานกู้หรือ?”
ถงฮว่าพูดอย่างน้อยใจนิด ๆ ว่า “ผู้ใหญ่สองบ้านของฉันกับคุณอากู้รู้จักกันค่ะ คุณอากู้อายุไม่ได้มาก แต่มีอาวุโสกว่าฉันตามลำดับรุ่น ทั้งที่อายุเราพอ ๆ กัน ฉันเลยกลายเป็นรุ่นลูกไปซะได้!”
เลขาธิการคอมมูนหัวเราะเสียงดัง “ประธานกู้ยังหนุ่มจริง ๆ แต่ความสามารถไม่ธรรมดา นิสัยสุขุม หนักแน่น จัดการงานราชการก็เด็ดขาด พูดแล้วทำทันที เป็นคนลงมือทำจริง ๆ”
ถงฮว่าเผยสีหน้าโล่งใจ “ยังดีที่ถึงเราจะอายุไล่เลี่ยกัน แต่เขาอาวุโสกว่า ไม่อย่างนั้นคงต้องเอาเขามาเทียบกับพ่อฉัน! ถ้าเอามาเทียบกับพวกเรา เขาเก่งขนาดนี้ พวกเราคงถูกข่มจนจมดินแน่เลยค่ะ!”
กู้ซือชะงักไปเล็กน้อย เขาไม่คิดว่าถงฮว่าจะมองเรื่องนี้แบบนั้น
เลขาธิการคอมมูนหัวเราะอย่างขบขัน “ฮ่า ๆ แล้วคนรุ่นพ่อเธอมีใครอยากเทียบกับประธานกู้บ้างไหม?”
ถงฮว่าพูดอย่างทะเล้นว่า “ไม่มีผู้ใหญ่คนไหนอยากเอาตัวเองไปเทียบกับเขาหรอกค่ะ เทียบไปก็แพ้ไม่ใช่เหรอ?
แต่พวกผู้ใหญ่ชอบเอาลูกตัวเองไปเทียบกับลูกบ้านอื่น!
อย่างเช่น ‘ดูสิ ลูกบ้านนั้นสอบได้กี่คะแนน?’
‘ผลการเรียนดีแค่ไหน?’
‘ดูสิ ลูกบ้านนั้นกตัญญูแค่ไหน?’
‘เชื่อฟังแค่ไหน?’
‘ดูสิ ลูกบ้านนั้นทำอะไร…’
พวกเราที่เป็นลูก ๆ ก็มีคำพูดจะสวนเหมือนกันค่ะ
แล้วทำไมคุณพ่อคุณแม่ไม่เอาตัวเองไปเทียบกับคุณอากู้บ้างล่ะ?
