หลี่ฉางชิงเตรียมผักเสร็จแล้วก็ไม่ได้พัก แต่เดินไปช่วยเจ้าลิงทำม้านั่ง
คนหนึ่งเลื่อยไม้ไผ่ อีกคนผ่าไม้ไผ่เป็นซีก ทั้งคู่ทำงานเข้าขากันดี ทำให้ทำม้านั่งไม้ไผ่ได้เร็วขึ้นหลายเท่า
เจียงฉู่เหยายืนอยู่ข้าง ๆ คอยหยิบตะปูกับซีกไม้ไผ่ส่งให้เป็นครั้งคราว
ผ่านไปราว 20 นาที ม้านั่งไม้ไผ่ทั้งหมดก็เสร็จเรียบร้อย
เจ้าลิงเก็บเครื่องมือแล้วหยิบม้านั่งตัวหนึ่งมานั่ง
“ในที่สุดก็มีที่นั่งสักที เฮ้อ~”
“พูดซะเหมือนฉันแกล้งนายเลยนะ” หลี่ฉางชิงบ่นพลางหยิบม้านั่งอีกตัวไปวางข้างเจียงฉู่เหยา เธอจึงนั่งลงตามน้ำ
พอดีหัวไช่เดินหาบไม้โผล่มาจากทางเข้าหุบเขา ตะกร้าสองข้างเต็มไปด้วยฟืน
พอหัวไช่มาถึงและวางคานหาบลง หลี่ฉางชิงก็มองนาฬิกาข้อมือ พบว่าเกือบห้าโมงแล้ว
เขาเงยหน้าหรี่ตามองท้องฟ้า ดวงอาทิตย์ยังลอยอยู่ทางทิศตะวันตก แถมอากาศก็ยังร้อนมาก
เดือนกันยายน ฟ้ามืดตอนหนึ่งทุ่มครึ่ง ไม่รู้ว่ากินข้าวเสร็จแล้วเจียงฉู่เหยาจะกลับทันหรือเปล่า
พอเจียงฉู่เหยาเห็นเขาเงยหน้ามองฟ้า ก็ยิ้มแล้วพูดว่า “ไม่ต้องห่วงหรอก เดี๋ยวลุงมารับฉัน”
ตอนนี้ตำรวจในตัวอำเภอส่วนใหญ่ขี่มอเตอร์ไซค์พ่วงข้างกัน เหมือนจะเรียกฉางเจียง 350 พ่วงข้าง
ยังมีมอเตอร์ไซค์สองล้ออยู่บ้าง
มีแค่สถานีตำรวจเมืองกับในเมืองหลวงของมณฑลเท่านั้นที่มีรถยนต์ แถมยังเป็นแค่รถตู้ฉางอันคันเล็ก
แต่มีมอเตอร์ไซค์พ่วงข้างสักคันก็ถือว่าเพียงพอแล้วสำหรับตัวอำเภอในยุคนี้
พอได้ยินเธอพูดแบบนั้น หลี่ฉางชิงก็ไม่ต้องกังวลเรื่องเวลาแล้ว
ส่วนหัวไช่เช็ดเหงื่อที่ท่วมหน้า แล้วเห็นม้านั่งไม้ไผ่ว่างอยู่จึงนั่งลง
“โอ๊ย! ฉางชิง! ทำกับข้าวได้แล้ว! หิวจะตายอยู่แล้ว!” หัวไช่หรี่ตาพลางยกชายเสื้อขึ้นพัดให้ตัวเอง