เหยียนอินเดินเข้าไปหา ยืนเก้ ๆ กัง ๆ อยู่ข้างเขา
“พี่เฉิน ฉัน...ช่วยพี่ทำอะไรสักอย่างได้ไหมคะ?”
เมื่อครู่เธอก็กินทั้งข้าวทั้งน้ำที่บ้านเขาไปแล้ว ตอนนี้จะให้นอนเฉย ๆ มองอีกฝ่ายทำงาน เธอรู้สึกเกรงใจจนทำตัวไม่ถูกจริง ๆ
เฉินลี่ไม่แม้แต่จะเงยหน้า “ตอนนี้หน้าที่ของเธอคือพักฟื้น อย่ามาก่อกวน”
“ฉันไม่ก่อกวนหรอกค่ะ แค่...พอว่างแล้วชอบคิดฟุ้งซ่าน” เหยียนอินพึมพำเสียงเบา
เฉินลี่เงยหน้ามอง หญิงสาวยังมีดวงตาบวมแดง สวมชุดวอร์มตัวโคร่ง ยืนอยู่ตรงนั้นด้วยท่าทางน่าสงสาร ราวกับเด็กที่กลัวว่าจะถูกไล่ออกจากบ้าน
ใจเขาอ่อนยวบลง คว้าดอกสายน้ำผึ้งมากำหนึ่ง โยนลงในกระด้งเปล่าแล้วเลื่อนไปตรงหน้าเธอ
“ก็ได้ เลือกก้านแห้งกับวัชพืชออกให้หมด”
เหยียนอินรีบลากเก้าอี้เตี้ยตัวหนึ่งมานั่งใกล้ ๆ อย่างว่าง่าย ก้มหน้าลงเริ่มเลือกสมุนไพร
กลิ่นสมุนไพรจาง ๆ ลอยอบอวลในลาน ทั้งสองต่างเงียบงัน มีเพียงเสียงใบไม้ไหวซู่ซ่าตามสายลมอ่อน
เหยียนอินจดจ่ออยู่กับเศษใบไม้ในมือ การทำอะไรซ้ำ ๆ แบบนี้กลับช่วยให้จิตใจสงบลงได้จริง จนไม่มีเวลาคิดถึงเรื่องชวนปวดหัวเหล่านั้น
นี่เป็นช่วงเช้าที่เธอรู้สึกมั่นคงที่สุด นับตั้งแต่เกิดเรื่องมาเมื่อสัปดาห์ก่อน
ดวงอาทิตย์ค่อย ๆ เคลื่อนขึ้นมาอยู่เหนือศีรษะโดยไม่รู้ตัว
อาชีพหลักของเธอคือช่างแต่งหน้า คุ้นเคยกับการเก็บรายละเอียด แม้แต่ขอบใบไม้ที่เหลืองเพียงนิดเดียวก็ยังเด็ดออก เลือกอย่างประณีตสุด ๆ
“พอแล้ว” เฉินลี่ปัดฝุ่นบนมือแล้วลุกขึ้น
“แค่เลือกสมุนไพร ไม่ได้ให้เธอปักผ้าสักหน่อย”
เหยียนอินถึงกับเงยหน้าขึ้น เธอคลึงคอที่เมื่อยล้า ก่อนเลื่อนกระด้งไปให้เขา
“พี่ดูหน่อยว่าใช้ได้ไหมคะ?”
เฉินลี่เหลือบมอง แยกได้สะอาดหมดจด มีเพียงนิ้วเรียวเนียนของหญิงสาวที่ถูกก้านหญ้าขูดจนเป็นรอยแดงหลายเส้น
เขาไม่พูดอะไร เพียงยกกระด้งไปวางบนชั้น
“ไปล้างมือ เตรียมกินข้าว”
มื้อกลางวันเป็นบะหมี่น้ำใสหนึ่งชาม ใส่ไข่ดาวน้ำสองฟองกับผักกวางตุ้งลวกเล็กน้อย
เฉินลี่ยกชามบะหมี่มาวางบนโต๊ะ แล้วยื่นตะเกียบให้เธอ
“น้ำใส ไม่ได้ใส่น้ำมันจากเนื้อสัตว์เลย กินเถอะ”
เหยียนอินประคองชามไว้ เดิมทีคิดว่ามื้อกลางวันคงเป็นศึกหนักอีกครั้ง ไม่นึกเลยว่าอาหารที่เขาทำจะพอดีกับที่เธอรับไหวทุกครั้ง
เธอกัดไข่ดาวน้ำที่ทอดจนเหลืองอ่อน ๆ คำหนึ่ง เส้นบะหมี่ก็ต้มจนนุ่ม กินแล้วสบายท้องมาก
เฉินลี่กินเร็วเหลือเกิน ซดไม่กี่คำบะหมี่ชามใหญ่ก็หมดเกลี้ยง
เขาวางตะเกียบ มองเหยียนอินที่ค่อย ๆ คีบเส้นบะหมี่กิน แล้วถามขึ้นลอย ๆ
“คิดว่าจะอยู่ที่อวิ๋นเจาอีกนานแค่ไหน?”
ตะเกียบในมือเหยียนอินชะงัก จริง ๆ แล้วเธอไม่ได้วางแผนอะไรไว้เลย ที่ซื้อตั๋วเครื่องบินก็แค่อยากหนีจากที่นั่น ไปให้ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้
“ไม่รู้ค่ะ” น้ำเสียงของเธอหม่นลง
“อาจจะ...อยู่จนกว่าจะหายป่วยค่ะ”
เฉินลี่ไม่ได้ตอบ เขาใช้นิ้วเคาะโต๊ะสองครั้ง คล้ายกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่าง
ครู่ต่อมา เขามองเหยียนอินแล้วพูดด้วยน้ำเสียงเป็นทางการ
“ที่พักของเธอบ้านป้าจางก็ใช้ได้ แต่ตอนนี้ม้ามกับกระเพาะไม่แข็งแรง กินอาหารจากร้านข้างนอกไม่ได้ ต่อจากนี้มาฝากท้องที่นี่วันละสามมื้อ แล้วกินยาด้วย”
เหยียนอินชะงักไปนิดหนึ่ง เธอถือชามอยู่ด้วยท่าทางเก้อเขิน
ไม่ได้เป็นญาติหรือคนรู้จักกัน เมื่อวานเขาเพิ่งช่วยชีวิตเธอ วันนี้ยังจะดูแลเรื่องอาหารอีก เธอเกรงใจจนไม่อยากรบกวนเขาอยู่แบบนี้ กำลังจะอ้าปากปฏิเสธ
เฉินลี่มองออกว่าเธอกังวลเรื่องอะไร สีหน้าเรียบเฉยก่อนเสริมขึ้นมาอีกประโยค
“ฉันไม่ได้ให้เธอกินฟรี ค่ายาบำรุงกับค่ารักษาคิดวันต่อวัน วันละ 30 หยวน”
พอได้ยินว่าต้องจ่ายเงิน ความเก้อเขินในใจเหยียนอินก็คลายลงไปกว่าครึ่ง
ในเมืองใหญ่ เงิน 30 หยวนยังซื้อชานมสักแก้วไม่ได้ด้วยซ้ำ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงอาหารสามมื้อกับค่ารักษา เธอรู้ว่าเฉินลี่กำลังช่วยเธอทางอ้อม
ผู้ชายคนนี้ดูหน้าเย็น ปากแข็ง แต่จิตใจดีจริง ๆ
เหยียนอินจับตะเกียบไว้แล้วพยักหน้าอย่างว่าง่าย
“ได้ค่ะ ขอบคุณนะคะคุณหมอเฉิน”
คำเรียก “คุณหมอเฉิน” ทำให้เฉินลี่รู้สึกพึงใจขึ้นมาอย่างประหลาด
เขาลุกขึ้นเก็บชามเปล่า น้ำเสียงยังคงราบเรียบเช่นเดิม
“เอาละ รีบกินเถอะ กินเสร็จกลับไปนอนกลางวัน ตอนบ่ายไม่ต้องมา หกโมงครึ่งเย็นค่อยมากินข้าวแล้วฝังเข็ม”
“ค่ะ” เหยียนอินรับคำ ก้มหน้ากินบะหมี่คำใหญ่
เฉินลี่ยกชามเข้าไปในครัว แล้วเหลือบมองลานผ่านหน้าต่าง
หญิงสาวกำลังก้มหน้ากินบะหมี่เงียบ ๆ
ตัวเขาเองก็อธิบายไม่ถูกว่าทำไมถึงรับภาระยุ่งยากนี้มาอย่างง่ายดาย บางทีอาจเพราะเห็นเธอป่วยหนักขนาดนี้แล้วอดสงสารไม่ได้ พอให้อยู่ในสายตา คอยดูแลไว้ก็จะสบายใจกว่า
เฉินลี่วางชามกับตะเกียบที่ล้างแล้วลงบนชั้นคว่ำจาน เช็ดมือให้แห้งแล้วหันมาบอก
“วันจันทร์ พุธ ศุกร์ ฉันไปตรวจที่คลินิกในตัวอำเภอ ส่วนวันอังคาร พฤหัสบดี เสาร์ ช่วงเช้าจะฝึกมวยกับลูกศิษย์ในลาน แต่ถึงเวลาอาหารฉันจะกลับมาทำกับข้าว เธอไม่ต้องกลัวว่าจะหิว”
เหยียนอินพยักหน้าอยู่ข้าง ๆ
ที่จริงเธอรู้สึกเกรงใจมาก วันละ 30 หยวนยังสั่งอาหารเดลิเวอรีได้ไม่ถึงมื้อ แต่เขากลับตั้งใจรีบกลับมาทำอาหารให้เธอ
ทว่าอาหารที่เฉินลี่ทำถูกปากเธอจริง ๆ สองวันนี้กินแล้วไม่คลื่นไส้อีก พอถึงเวลาอาหาร เธอกลับเริ่มตั้งตารออยู่บ้าง
……
หกโมงเย็น เหยียนอินมาฝังเข็มที่ห้องข้าง ๆ
แม้จะไม่ใช่ครั้งแรก แต่พอนึกว่าจะต้องเลิกเสื้อขึ้นอีก เธอก็ยังประหม่า ฝ่ามือชื้นเหงื่อไปหมด
ในห้องเปิดเพียงโคมไฟติดผนังดวงหนึ่ง เฉินลี่ถือชุดเข็มเดินเข้ามา ก่อนนั่งลงข้างเตียง
“นอนลง”
เหยียนอินนอนตัวแข็งทื่อ มือกำชายเสื้อไว้ไม่ยอมขยับ เธออึดอัดใจอยู่พักหนึ่ง สุดท้ายก็อดถามเสียงเบาไม่ได้
“พี่เฉิน ทำไมทุกครั้ง...ต้องฝังตรงนี้ด้วยคะ?”
มือที่ถือเข็มของเฉินลี่ชะงักไป เขาไม่ได้มองหน้าเธอ แต่ทำท่าทางจริงจังเป็นหมอเต็มตัว
“ตรงนี้เรียกจุดซ่านจง ช่วยปรับการไหลเวียนลมปราณและบรรเทาอาการแน่นหน้าอก ตอนนี้พลังตับของเธอติดขัด ลมปราณอุดอยู่ที่อก ถ้าไม่ฝังเข็มตรงนี้ให้ทะลวง ต่อให้กินยาอีกมากแค่ไหนก็เปล่าประโยชน์”
เหยียนอินเข้าใจแล้ว พอมาคิดดู สองวันนี้เธอไม่ได้ใจสั่นมากเหมือนก่อน กลางคืนก็นอนหลับสนิท ที่แท้เป็นเพราะเข็มเล่มนี้นี่เอง
เธอสูดหายใจเข้าลึก ๆ กัดฟันค่อย ๆ ม้วนชายเสื้อขึ้น เผยให้เห็นเอวช่วงหนึ่ง
แม้จะฝังเข็มเป็นครั้งที่สามแล้ว แต่พอเห็นหญิงสาวเลิกเสื้อต่อหน้า เฉินลี่ก็ยังรู้สึกทำตัวไม่ถูกจนต้องเบือนหน้าไปเล็กน้อย
ภายในห้องเงียบสงัด
เขาถือเข็มโน้มตัวลง ร่างสูงใหญ่บดบังอยู่เหนือเธอ กลิ่นสมุนไพรจาง ๆ ลอยอวลอยู่รอบกาย
“ผ่อนคลาย อย่ากลั้นหายใจ”
เขาเตือน น้ำเสียงเกร็งเล็กน้อย
เหยียนอินเป่าลมหายใจออกอย่างว่าง่าย หน้าอกขยับขึ้นลงแผ่วเบา ชายเสื้อพลันเฉียดท่อนแขนเขาโดยไม่ตั้งใจ ทั้งสองต่างรู้สึกเก้อเขินขึ้นมา
แผ่นหลังของเฉินลี่แข็งเกร็งไปชั่วขณะ เขาบังคับตัวเองให้จดจ่ออยู่กับการหาตำแหน่งจุดฝังเข็ม
เมื่อปลายนิ้วที่มีหนังด้านบาง ๆ แตะลงบนผิว เหยียนอินก็อดหดไหล่เบา ๆ ไม่ได้
“อือ...”
เสียงครางแผ่วเบานั้นทำลายความอดกลั้นที่สั่งสมมาตลอด 35 ปีของเขาจนยับเยินในชั่วพริบตา
เฉินลี่รีบดึงสติกลับมา ใช้ปลายนิ้วขยับเข็มเล็กน้อย ก่อนปักเข็มเงินลงบนจุดฝังอย่างแม่นยำ
“เรียบร้อยแล้ว”
เขาชักมือกลับอย่างรวดเร็ว ลุกขึ้นยืนแล้วหันไปเก็บสำลีชุบแอลกอฮอล์บนโต๊ะ แผ่นหลังเหยียดตรงเกร็ง
เหยียนอินนอนหงาย ไม่กล้าขยับไปไหน หน้าอกตึงหน่วงเล็กน้อย เธอลืมตาขึ้น มองแผ่นหลังกว้างของชายหนุ่ม หัวใจเต้นตึกตักไม่หยุด
ทั้งที่ฝังเข็มติดต่อกันมาสามวันแล้ว ทำไมถึงได้...ยิ่งทำให้ใจเต้นแรงขึ้นทุกครั้งนะ
เฉินลี่ยืนหันหลังให้เตียงอยู่ตรงหน้าต่าง มองออกไปยังลานบ้านที่มืดสนิทเนิ่นนานโดยไม่พูดอะไร
