ไอเย็นเยียบที่ปะทุออกมาจากตัวเสี่ยวจ้านอย่างฉับพลัน ทำให้อุณหภูมิในลานบ้านเล็กราวกับลดลงไปหลายองศา เขากำกระดาษจดหมายแผ่นบางเบาไว้แน่น จนข้อนิ้วปูดโปนทีละข้อ เส้นเลือดบนหลังมือผุดชัดขึ้นมา ราวกับกำลังบีบคอศัตรูอยู่
วังอี้ป๋อลุกขึ้นยืน สายตาหลังเลนส์แว่นจับอยู่บนใบหน้าหม่นคล้ำของเสี่ยวจ้านที่ราวกับมีเมฆฝนปกคลุม ก่อนจะหันไปมองเจียงซูหรงซึ่งยืนอยู่ข้าง ๆ ใบหน้าซีดเผือด ร่างกายเกร็งเขม็ง แม้เขาจะไม่รู้ว่าในจดหมายเขียนอะไรไว้ แต่จากปฏิกิริยาของทั้งสองคนก็พอจะเดาได้ว่าไม่ใช่เรื่องดีแน่ แถมยังเป็นปัญหาภายในครอบครัวที่คนนอกอย่างเขาไม่ควรยื่นมือเข้าไปยุ่ง
“ผมกลับก่อนนะ” วังอี้ป๋อเอ่ยทำลายความเงียบชวนอึดอัด เขาชำเลืองมองเจียงซูหรง แต่พูดกับเสี่ยวจ้าน “ที่ไซต์ก่อสร้างยังมีข้อมูลบางส่วนต้องตรวจทานซ้ำ”
เสี่ยวจ้านไม่มองเขา สายตายังคงจ้องจดหมายฉบับนั้นเขม็ง เพียงเค้นเสียงเย็นชาออกมาจากลำคอคำหนึ่งว่า “อืม”
เป็นคำสั้น ๆ ที่แฝงความหมายขับไล่อย่างชัดเจน
วังอี้ป๋อไม่พูดอะไรอีก เขาหันหลังเดินจากไป ตอนเดินผ่านเจียงซูหรง ฝีเท้าของเขาชะงักไปเพียงชั่วขณะจนแทบสังเกตไม่เห็น แต่สุดท้ายก็ไม่ได้พูดอะไร แล้วเดินตรงออกจากประตูรั้วไป
ไม่ใช่ว่าเขาไม่อยากช่วย แต่ช่วยไม่ได้ เขารู้ดีว่าตอนนี้คำห่วงใยเกินจำเป็นแม้เพียงคำเดียว ในสายตาเสี่ยวจ้านก็มีแต่จะกลายเป็นการยั่วยุที่แอบแฝงเจตนาไม่ดี ความหวงแหนที่ผู้ชายคนนั้นมีต่อเจียงซูหรงรุนแรงจนแทบจะกลายเป็นความหมกมุ่น
ประตูรั้วปิดลงเบา ๆ กั้นทุกสิ่งจากภายนอกเอาไว้
เสี่ยวจ้านจึงเงยหน้าขึ้นมองเจียงซูหรง เปลวโทสะที่ลุกโชนในดวงตาสงบลงแล้ว แทนที่ด้วยความเจ็บปวดและความรู้สึกผิดอันลึกล้ำ
“พวกเขา... คือคนที่คุณเคยเล่าให้ผมฟังใช่ไหม” เสียงของเขาแหบพร่า เจือความโกรธที่พยายามข่มเอาไว้
เจียงซูหรงพยักหน้า ร่างกายยังคงสั่นน้อย ๆ จดหมายฉบับนั้นเหมือนกุญแจที่ไขกล่องแพนโดร่าอันน่าอับอายที่สุดในความทรงจำของเจ้าของร่างเดิม ใบหน้าโลภมาก เกียจคร้าน และปากร้ายเหล่านั้นกลับมาชัดเจนอีกครั้ง
