“หมะ...หมอหลิวเหรอครับ?” สิ่งที่หวังอานฉวนสนใจยังคงเป็นคนที่เจียงซูหรงพูดถึงก่อนหน้านี้
“พี่สะใภ้หมายถึงคุณหมอหลิวกวงเหรินหรือครับ?”
“ได้ยินว่าเป็นหมอชื่อดังพอตัวในแผนกศัลยกรรมของโรงพยาบาลกอง” เจียงซูหรงพยักหน้าอย่างจริงจัง
หวังอานฉวนยืนนิ่งอยู่กับที่ ราวกับต้นไม้ที่ถูกฟ้าผ่า ทั้งร่างแข็งทื่อ
คำพูดของเจียงซูหรงทุกคำเปรียบเหมือนค้อนเล็ก ๆ แม้ไม่หนักหน่วง แต่ก็ค่อย ๆ ทุบลงตรงจุดที่เขารู้สึกด้อยค่าที่สุด จุดที่ไม่กล้าแตะต้องที่สุดอย่างแม่นยำ
ฐานะไม่คู่ควรกัน
คุยกันคนละภาษา
เขาเป็นคนซื่อตรง เป็นข้าราชการที่ดี แต่เขาไม่คู่ควรกับดอกไม้แสนบอบบางดอกนั้น
เรื่องพวกนี้ใช่ว่าเขาจะไม่เข้าใจ
เพียงแต่รอยยิ้มอ่อนโยนและน้ำเสียงนุ่มนวลของหลินหวานทำให้เขาลุ่มหลงจนไม่อยากเข้าใจ และไม่กล้าคิด
ตอนนี้เจียงซูหรงเปิดโปงเรื่องทั้งหมดอย่างโจ่งแจ้ง วางมันไว้ตรงหน้า เขาจึงแสร้งทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นต่อไปไม่ได้แล้ว
หัวใจที่เคยร้อนรุ่มของเขาค่อย ๆ เย็นลงทีละน้อย
ผ่านไปครู่ใหญ่ หวังอานฉวนถึงได้เค้นคำพูดออกมาจากลำคอ เสียงแห้งผากราวกับกระดาษทรายเสียดสีกัน
“ผม...เป็นคางคกอยากกินเนื้อหงส์จริง ๆ”
เขายกมุมปากเยาะเย้ยตัวเอง รอยยิ้มนั้นดูแย่ยิ่งกว่าร้องไห้เสียอีก
“ขอบคุณนะครับพี่สะใภ้” เขาเสริมอีกประโยค คราวนี้พูดจากใจจริง “แล้วก็ขอบคุณ...รองผู้บังคับกรมด้วยครับ”
พูดจบเขาก็ไม่รั้งรออีกต่อไป หันหลังเดินจากไปด้วยฝีเท้าหนักอึ้ง ค่อย ๆ กลืนหายไปในความมืดทีละก้าว
