แม้จะยังมียาเหลืออยู่ในเคาน์เตอร์ แต่ไม่มีใครดูแลมานาน แถมสภาพการเก็บรักษาก็ย่ำแย่ ยาส่วนใหญ่คงหมดสภาพไปแล้ว อีกทั้งยังวางกระจัดกระจายอยู่ตามเคาน์เตอร์ แทนที่จะเสียเวลาเก็บ สู้เอาเวลาไปฆ่าสิ่งลี้ลับเพิ่มอีกสักสองสามตัวดีกว่า
อีกด้านหนึ่ง ภายในห้างสรรพสินค้า
ผู้รอดชีวิตเจ็ดคนย่อตัวอยู่ตรงมุมห้าง แววตาเต็มไปด้วยความละโมบ
ชายหนุ่มคนหนึ่งเสียงสั่น “พี่หวัง ในห้างนี้มีสิ่งลี้ลับเยอะมาก หัวหน้าทีมก็ห้ามพวกเราเข้าใกล้อยู่แล้ว ต่อให้เป็นยอดฝีมือในลำดับเหนือมนุษย์ก็ยังไม่กล้าบุ่มบ่ามเข้ามา”
พี่หวังมีแววดูแคลนในดวงตา แต่ก็กลัวชายหนุ่มจะทำให้ขวัญกำลังใจของกลุ่มเสีย จึงได้แต่ลดเสียงลง อดทนวาดฝันลม ๆ แล้ง ๆ เพื่อเกลี้ยกล่อม “พวกนั้นแค่ขี้ขลาด ขอแค่ระวังตัวหน่อยก็ไม่เป็นไรหรอก เสบียงข้างนอกมีแค่นิดเดียว แบ่งกันยังไงก็ไม่พอ”
“ทั้งเมืองมีห้างใหญ่แค่แห่งเดียว เสบียงต้องกองเป็นภูเขาแน่ ๆ แค่หยิบมานิดหน่อย ชีวิตที่เหลือก็ไม่ต้องกลัวอดอยากแล้ว”
ชายวัยกลางคนหนวดเครารุงรังที่อยู่ข้าง ๆ หัวเราะหึ ๆ แล้วคล้อยตามเสียงเบา “ก็พี่หวังกล้าหาญกว่านี่นา พี่จางน่ะขี้ขลาดลังเล ไม่กล้าทำอะไรสักอย่าง ตอนนี้คงยังเก็บเศษของอยู่แถวรอบนอก”
พี่หวังแค่นเสียงอย่างได้ใจ “ฮึ ต่อไปตามฉันไว้ไม่ผิดหวังหรอก เดี๋ยวพวกเราลอบเข้าไปในโกดังของห้าง ขนเสบียงออกมาแบบไม่มีใครรู้ ฉันให้คนไปสำรวจทางแล้ว ไม่เจออันตรายอะไร สิ่งลี้ลับน่าจะอยู่ชั้นบน ขอแค่ไม่ส่งเสียงให้พวกมันรู้ตัวก็พอ”
แต่ไม่มีใครสังเกตว่า บนเพดานตรงมุมห้าง มีใบหน้าสิ่งลี้ลับที่ดูทุกข์ทรมานพร้อมขาเรียวยาวแปดข้างวูบผ่านไปอย่างรวดเร็ว
ชายร่างกำยำคนหนึ่งพลันรู้สึกใจหวิว เย็นวาบราวกับถูกจ้องมองโดยไม่ทราบสาเหตุ จึงหันกลับไปมองตามสัญชาตญาณ
แต่สิ่งที่เห็นมีเพียงห้างร้างมืดมิดและทรุดโทรม ไม่มีอะไรเลย
“พี่หลี่ มองอะไรอยู่?”
ชายร่างกำยำที่ถูกเรียกว่าพี่หลี่กวาดตามองซ้ายขวา ก่อนพูดเสียงต่ำ “รู้สึกว่ามีอะไรไม่ชอบมาพากล เหมือนมีดวงตานับไม่ถ้วนกำลังจ้องพวกเราอยู่”
