ทันทีที่พูดจบ คนที่เหลืออีกสี่คนก็หันไปมองหวังฟู่กุ้ยพร้อมกัน
เจ้าตัวอ้วนชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยอย่างจริงจังว่า “พี่หลูกับพี่โม่เป็นกำลังหลัก มีผลงานมากที่สุด ผมขอแบ่งแค่หนึ่งส่วนก็พอ ส่วนอีกหนึ่งส่วนยกให้พี่หลูกับพี่โม่แบ่งกันคนละครึ่ง”
หลูจื่อหมิงได้ยินแล้วก็ยิ้ม พลางโบกมือปฏิเสธ “ไม่ต้องหรอก ตอนนี้เราเป็นทีมเดียวกัน ผมเสียเปรียบนิดหน่อยไม่เป็นไร อีกอย่าง ผมยกส่วนแบ่งครึ่งส่วนให้โม่เหยาเองก็ได้ เดี๋ยวคุณหนูโม่แค่ช่วยผมจัดการสิ่งลี้ลับก็พอ ผมจะเป็นกำลังหลักเอง”
แววตาของโม่เหยาเย็นเยียบ น้ำเสียงเจือความขุ่นเคืองอยู่เล็กน้อย “ไม่ให้”
หลูจื่อหมิงรู้ว่าเธอยังโกรธเรื่องที่เมื่อวานเขาหลอกใช้เธอจนทำให้เธอบาดเจ็บสาหัสตอนฝ่าวงล้อม จึงไม่ได้เก็บมาใส่ใจ เป็นเรื่องธรรมดาของมนุษย์
ทั้งสี่คนนั่งล้อมโต๊ะ พูดคุยหัวเราะหยอกล้อกันอย่างออกรส
เมื่อเทียบกับวันเวลาอันหนาวเหน็บที่ต้องใช้ชีวิตตามลำพัง บรรยากาศของการร่วมมือกันเป็นทีมช่างอบอุ่นเหลือเกิน
การประชุมจบลง แต่ทุกคนยังคงนั่งคุยเล่นกันต่อ
โม่เหยาขมวดคิ้วน้อย ๆ แล้วลุกออกจากเต็นท์ไปก่อน
หลี่หมิงคุยต่ออีกพักหนึ่ง ก่อนขอตัวกลับไปจัดทำแบบแปลนเกราะโครงร่างภายนอกของเขาให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น
ระหว่างคุยเล่นกัน จู่ ๆ เจ้าตัวอ้วนก็ทำหน้าทะเล้น “พี่หลู เมื่อวานพี่กับพี่โม่เกิดอะไรขึ้นกันแน่?”
เสิ่นเหอที่กำลังดื่มชาอยู่ข้าง ๆ ก็มีแววตาอยากรู้อยากเห็นเต็มเปี่ยม นั่งรอฟังเรื่องสนุกเงียบ ๆ
“ไสหัวไป พรุ่งนี้ยังต้องเข้าไปสู้ในเมือง ไม่คุยแล้ว เก็บแรงไว้ก่อน”
หลูจื่อหมิงกระดกชาจนหมดถ้วย แล้วลุกเดินออกไป
เพิ่งก้าวออกจากเต็นท์ เสียงหัวเราะเจ้าเล่ห์ของเจ้าตัวอ้วนก็ดังตามมาจากด้านหลัง
เขาเหลือบมองรถบ้านของโม่เหยาอย่างอิจฉา ก่อนจะหันหลังมุดเข้าไปในเต็นท์ใหญ่
ในเต็นท์มีเตียงพับเดี่ยวห้าเตียง ทั้งหมดแลกมาด้วยเสบียง แต่ละเตียงปูฟูกหนานุ่ม นอนไม่เจ็บหลัง
เช้าวันถัดมา
หลูจื่อหมิงกินมื้อเช้าเสร็จ ก็ถูกเสิ่นเหอเรียกไปหา
เสิ่นเหอยื่นแผนที่วาดมือให้แผ่นหนึ่ง “นี่คือแผนผังคร่าว ๆ ของสิ่งลี้ลับในเมือง หลังจากพวกคุณกวาดล้างไปเมื่อวาน พวกที่เหลือก็พากันหลบอยู่รอบห้างทั้งหมด”