เสิ่นเหอกับเจ้าอ้วนรีบกินอาหารเช้าจนหมด ก่อนเรียกโม่เหยามาด้วยวิทยุสื่อสาร
ทั้งสามคุยกันสัพเพเหระอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นสีหน้าเสิ่นเหอก็เคร่งขรึมขึ้นและเข้าเรื่องสำคัญ
“เขตเกษตรชิงสุ่ยมีขนาดโดยรวมไม่ใหญ่นัก แต่มีสิ่งลี้ลับกระจัดกระจายอยู่ไม่น้อย เพื่อความปลอดภัย เราจะเริ่มจากรอบนอกแล้วค่อย ๆ รุกคืบเข้าไป ผมตรวจสอบแผนที่และเอกสารต่าง ๆ จากก่อนวันสิ้นโลกมาแล้ว”
“เขตเกษตรทั้งหมดประกอบด้วยเมืองเล็กสามแห่งกับถนนสี่สาย เราจะเริ่มจากซานเหอ เมืองเล็กที่อยู่รอบนอกสุดก่อน”
“ซานเหอมีหมู่บ้านในปกครอง 18 แห่ง ก่อนวันสิ้นโลกมีประชากรแค่หลักหมื่น ต่อให้มีสิ่งลี้ลับเกิดขึ้น จำนวนกับความแข็งแกร่งก็ยังจำกัด ความเสี่ยงต่ำที่สุด”
“แบบนี้ทุกคนจะได้ฝึกฝนและพัฒนาลำดับเหนือมนุษย์จากการต่อสู้จริง ทั้งยังรับประกันความปลอดภัยของขบวนรถได้มากที่สุด”
หลูจื่อหมิงพยักหน้าตกลงโดยไม่ลังเล เสิ่นเหอระมัดระวังไม่ต่างจากเขา ทั้งคู่จะเลือกจัดการพวกที่อ่อนแอกว่าก่อน ค่อย ๆ สะสมบุณย์และเพิ่มความแข็งแกร่ง รอให้พร้อมแล้วจึงค่อยบุกเข้าเขตชั้นในเพื่อกำจัดสิ่งลี้ลับระดับสูง
สิ่งลี้ลับในเขตเกษตรแห่งนี้น่าจะมีมากพอให้เขาสะสมบุณย์สำหรับเสริมความแข็งแกร่งให้วิชาดาบและอาวุธ
ทุกคนเห็นชอบแผนการ หลังจากนั้นครึ่งชั่วโมง ขบวนรถก็ออกเดินทางตรงเวลา
ขบวนรถแล่นฉิวต่อเนื่องเกือบห้าชั่วโมง จนราวเที่ยงวัน เค้าโครงของซานเหอก็ปรากฏขึ้นที่ปลายสายตาในที่สุด
เสิ่นเหอเป็นคนระมัดระวังมาแต่ไหนแต่ไร เขาไม่พาคนบุกเข้าเมืองเล็กโดยพลการ แต่ลงจากรถไปยืนบนพื้นดิน สัมผัสประสานกับผืนดินเพื่อตรวจสอบพื้นที่
ครู่ต่อมา เสียงหนักแน่นของเสิ่นเหอดังมาจากวิทยุสื่อสาร “ตรวจสอบเสร็จแล้ว ทั้งเมืองมีสิ่งลี้ลับกระจัดกระจายอยู่มากกว่า 50 ตน แยกย้ายกันอยู่ตามหมู่บ้านรอบ ๆ ส่วนใหญ่เป็นระดับต่ำ ตั้งแต่ระดับหนึ่งถึงสาม มีเพียงสิ่งลี้ลับระดับสี่ตนหนึ่งที่ยึดพื้นที่ใจกลางถนนในเมืองไว้”
หลูจื่อหมิงได้ยินแล้วก็ยินดีขึ้นมาในใจ สิ่งลี้ลับมากมายขนาดนี้ ย่อมหมายถึงบุณย์ก้อนโตอีกก้อน