บนภูเขาลูกหนึ่งบริเวณชายแดนแคว้นเซี่ย ชายหนุ่มผิวคล้ำคนหนึ่งกำลังหาบของลงจากเขาด้วยท่าทางตื่นเต้น
ชายหนุ่มชื่อหลิวเย่ ปีนี้อายุ 18 ปี อาศัยอยู่ในหมู่บ้านวัวดำ เป็นหนุ่มเด่นที่เลื่องชื่อไปทั่วสิบลี้แปดหมู่บ้านในละแวกนี้
ไม่เชื่อก็ลองไปถามคนในหมู่บ้านดูสิ ไม่ว่าใครพอได้ยินชื่อเขาเป็นต้องยกนิ้วให้ทั้งนั้น
หมู่บ้านวัวดำที่หลิวเย่อาศัยอยู่ยากจนข้นแค้น เขาจึงต้องขึ้นเขาไปล่าสัตว์หาเงินอยู่บ่อย ๆ
ถึงอย่างนั้น หลิวเย่กลับรู้สึกมีความสุขมาก เพราะที่บ้านมีพ่อแม่ที่รักเขา และเพื่อนบ้านที่เป็นมิตร
เพียงนึกถึงใบหน้าอันเป็นมิตรของพวกเขา หลิวเย่ก็อดเร่งฝีเท้าไม่ได้
“แม่! ผมกลับมาแล้ว!”
พอมาถึงหน้าบ้าน หลิวเย่ก็ตะโกนเสียงดัง
ทว่าในครัวของบ้าน หญิงวัยกลางคนสวมชุดแดงกำลังทำอาหาร นางก็คือแม่ของหลิวเย่ พอได้ยินเสียงเขา ร่างของนางก็สะดุ้งเฮือก ชามในมือแทบหลุดร่วง
จากนั้นนางก็หยิบขวดเล็ก ๆ ที่วางอยู่ข้าง ๆ ขึ้นมาเทใส่หม้อโดยไม่ลังเล
บนขวดเขียนตัวโต ๆ ว่า ‘ผงพรากวิญญาณ’ แต่เรื่องยังไม่จบ แม่หลิวควักขวดอีกสิบกว่าขวดออกจากเสื้อผ้า บนขวดมีชื่ออย่าง ‘ผงพันกลไก’ ‘แมงป่องพิษร้าย’ และ ‘พิษอสรพิษราชัน’ เป็นต้น
นางชะโงกหน้ามองออกไปนอกหน้าต่าง เห็นหลิวเย่กำลังจะเข้ามาแล้ว จึงลนลานเทของพวกนั้นลงหม้อทั้งหมด น้ำแกงในหม้อกลายเป็นสีดำสนิท
แม่หลิวใช้ทัพพีเหล็กคนหม้อสองสามที พอดึงขึ้นมา ทัพพีก็เหลือแต่ด้าม
เห็นดังนั้น แม่หลิวก็พยักหน้าพอใจ ก่อนจะเห็นหลิวเย่เดินเข้ามา นางรีบเช็ดมือกับเสื้อผ้า แล้วตักน้ำแกงใส่ชามด้วยรอยยิ้ม ก่อนเอ่ยกับเขา
“โอ้ ลูกชายสุดที่รักของแม่กลับมาแล้ว! กลับมาพอดีเลย แม่ทำซุปไก่ที่ลูกชอบไว้ให้ รีบดื่มตอนร้อน ๆ สิ”
แม่หลิวยิ้มกริ่มยื่นชามน้ำแกงให้
หลิวเย่มองน้ำแกงในมือแม่ เดิมทีมันดูพิลึกพิลั่น แต่ในสายตาของเขากลับกลายเป็นเนื้อไก่ชิ้นโตนุ่มฉ่ำ มีทั้งแผ่นโสม เห็ดสน และเหอโส่วอูสีดำลอยอยู่เป็นระยะ ล้วนเป็นสมุนไพรล้ำค่า
น้ำตาของหลิวเย่ไหลพรากลงมาทันที
“แม่ดีกับผมเหลือเกิน!”
มุมปากแม่หลิวกระตุกเล็กน้อย ก่อนจะฝืนยิ้มแล้วกล่าวต่อ
“อย่าพูดแบบนั้นเลย นี่เป็นสิ่งที่แม่ควรทำอยู่แล้ว มา อย่าโอ้เอ้ รีบดื่มซะ เดี๋ยวเย็นหมด”
แม่หลิวเร่งเร้าอย่างร้อนใจ
หลิวเย่มองน้ำแกง พลางคิดว่าครอบครัวยากจนถึงเพียงนี้ แม่ยังประหยัดอดออมเพื่อเคี่ยวซุปบำรุงร่างกายให้เขา พอมองแม่อีกครั้ง ใบหน้าของนางเขียวคล้ำเพราะขาดสารอาหารมานาน ใต้ตาดำคล้ำอย่างหนักไม่เคยจางหาย
ตอนนี้มีซุปไก่บำรุงร่างกายตั้งหม้อหนึ่ง เขาจะกินลงได้อย่างไร!
“แม่ ผมไม่หิว ผมกินบนเขามาแล้ว ซุปนี่แม่ดื่มเถอะครับ” หลิวเย่พูดพลางเช็ดน้ำตา
แม่หลิว: “……”
ไอ้เด็กนี่ตั้งใจแกล้งกันหรือไง?
แม่หลิวมองน้ำแกงที่เดือดปุด ๆ ในมือ แล้วฝืนยิ้มกล่าวว่า
“ลูกเอ๊ย นี่แม่ทำให้ลูก แม่จะดื่มได้อย่างไร รีบดื่มเถอะ ดื่มเร็วเข้า!”
มือที่แม่หลิวใช้ถือชามเริ่มดำคล้ำ เล็บงอกยาวกว่าสิบเซนติเมตร ใบหน้าก็เขียวคล้ำจนชวนหวาดผวา เส้นผมลอยชี้ขึ้นทั้งที่ไม่มีลม
ท้องฟ้าที่มืดครึ้มอยู่แล้วพลันอึมครึมยิ่งกว่าเดิม ภายในบ้านมืดจนยกมือขึ้นมาก็มองไม่เห็น
แต่เมื่อเผชิญกับเหตุการณ์เช่นนี้ หลิวเย่กลับไม่แสดงท่าทีหวาดกลัวแม้แต่น้อย เขาตบโต๊ะดังปัง
“แม่ ถ้าวันนี้แม่ไม่ดื่ม ผมจะโกรธแล้วนะ!”
ทันทีที่เขาตบโต๊ะ แสงสีขาวก็พลันเปล่งออกจากร่าง ทำเอาแม่หลิวตกใจจนทรุดก้นจ้ำเบ้าลงกับพื้น
“เดี๋ยวสิ มีอะไรก็ค่อย ๆ พูดกัน จะตบโต๊ะทำไม ฉันก็ไม่ได้บอกว่าจะไม่ดื่มสักหน่อย นี่ไง กำลังดื่มอยู่แล้ว”
แม่หลิวเบะปาก มองชามในมือที่มีไอสีดำลอยกรุ่น กัดฟันแล้วซดรวดเดียวหมด
เมื่อเห็นแม่ดื่มน้ำแกงแล้ว หลิวเย่ก็ยิ้มอย่างพึงพอใจ เขารู้สึกจากใจจริงว่าตัวเองช่างกตัญญูเหลือเกิน
แต่เรื่องแบบนี้ก็ไม่มีอะไรให้พูดถึง อย่างไรเสีย การกตัญญูต่อแม่ก็เป็นสิ่งที่ลูกชายควรทำ ดูสิ แม่ดีใจจนกระอักเลือดแล้ว…
กระอักเลือดแล้ว!!!
“แม่! แม่เป็นอะไรไปครับ?” หลิวเย่รีบย่อตัวลง ถามอย่างร้อนใจ
แม่หลิวกระอักเลือดไปพลาง เหลือบมองเขาไปพลาง
“ไม่มีอะไร แม่ร่างกายอ่อนแอ ซุปนี่บำรุงแรงเกินไป ร่างกายอ่อนแอรับของบำรุงไม่ไหว”
“ขอโทษครับแม่ ผมไม่รู้ แล้วเป็นอะไรมากไหมครับ?”
“คิดว่าอย่างไรล่ะ? กระอักเลือดขนาดนี้ ยังดูไม่ออกอีกหรือ?” แม่หลิวตอบ
“ไม่ใช่ครับแม่ ผมไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น…”
“พอแล้ว ไม่ต้องพูดมาก รีบไปเอาชาเย็นมาให้ฉันแก้วหนึ่ง ถ้ากระอักต่อไปอีก เดี๋ยวฉันได้กระอักจนตายจริง ๆ หรอก!”
“ครับ ๆ!”
หลิวเย่รีบออกไป
เขาเพิ่งเดินออกไป ชายร่างอ้วนใหญ่คนหนึ่งก็เข้ามาจากด้านนอก
ชายผู้นี้มีผิวขาวซีด ราวกับแช่อยู่ในน้ำมานาน เนื้ออ้วนบนร่างห้อยย้อยเหมือนจะแยกหลุดออกมาได้ทุกเมื่อ
เขาไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นพ่อของหลิวเย่ หลิวสุ่ยกุ้ย
ทันทีที่เข้ามาในบ้าน เขาก็เห็นหลิวเย่กำลังวิ่งออกไป จึงหันหลังทำท่าจะเดินหนีโดยสัญชาตญาณ
แต่หลิวเย่ตะโกนเรียกเขาแล้ววิ่งผ่านไป เขาถึงค่อยถอนหายใจโล่งอก
จากนั้นก็เดินเข้าบ้านไปพลางถามว่า
“ให้ตายสิ ทำไมไอ้เด็กนี่กลับมาแล้วล่ะ ตกใจหมด… เฮ้ย! เธอเป็นอะไรไป?” พ่อหลิวเห็นสภาพแม่หลิวแล้วสะดุ้งตกใจ
“ไม่มีอะไร ดื่มผงพรากวิญญาณมากไปหน่อย” แม่หลิวตอบอย่างใจเย็น พลางกระอักเลือดไปด้วย
“เดี๋ยวนะ อยู่ดี ๆ จะดื่มของแบบนั้นทำไม? ถึงพวกเราจะตายกันไปแล้ว แต่ดื่มของแบบนั้นก็ยังทนไม่ไหวหรอกนะ”
พ่อหลิวเอ่ยถ้อยคำชวนตะลึง
แม่หลิวถลึงตามองเขาอย่างหงุดหงิด
“แล้วคิดว่าฉันดื่มไปทำไมล่ะ?”
พอได้ยินเช่นนั้น พ่อหลิวก็เข้าใจ จากนั้นกล่าวอย่างจนใจว่า
“เธอยังไม่ยอมแพ้อีกหรือ?”
“ฉันบอกไปกี่ครั้งแล้วว่าไอ้เด็กนั่นก็แค่มนุษย์คนหนึ่ง ถึงพลังจะพิลึกไปหน่อย แต่อย่างมากก็มีชีวิตอยู่ได้ร้อยกว่าปี อดทนอีกหน่อยเดี๋ยวก็ผ่านไปแล้ว ดูฉันสิ ว่าง ๆ ก็ปลูกต้นไม้ ปลูกดอกไม้ วันเวลาก็ผ่านไปได้เหมือนกันไม่ใช่หรือ?”
เพิ่งพูดจบ หลิวเย่ก็ถือชาเย็นแก้วหนึ่งเดินเข้ามา
เดิมทีแม่หลิวไม่ได้คิดจะดื่ม อย่างไรเสีย ของที่ได้มาจากมือเด็กนี่ล้วนแต่น่าสะพรึงกลัวทั้งนั้น
แต่พอรับชาเย็นมา นางกลับพบว่ามันได้ผลกับตัวเองจริง ๆ!
“อืม ชานี่ไม่เลวเลยนะ ไปได้ใบชามาจากไหน?” พ่อหลิวถามอย่างประหลาดใจ เขาดื่มไปอีกสองสามอึก แล้วรู้สึกอบอุ่นไปทั้งร่าง ความรู้สึกเช่นนี้เป็นสิ่งที่เขาไม่เคยสัมผัสเลยนับตั้งแต่ตาย
อย่างไรเสีย หลังความตาย สิ่งเดียวที่พวกเขาสัมผัสได้ก็มีแต่ความเจ็บปวดและความหนาวเหน็บไม่รู้จบ
“เด็ดมาจากต้นไหวตรงริมแม่น้ำปากหมู่บ้านครับ” หลิวเย่ตอบพลางยิ้ม
พอได้ยินเช่นนั้น พ่อหลิวก็เข้าใจ ที่แท้ก็เป็นต้นนั้นเอง สมกับเป็นต้นไม้ที่ฉันเลี้ยงมาตั้งแต่ตายใหม่ ๆ รสชาตินี่มันช่าง…
“แกว่าอะไรนะ!!!”
