เสียง "ตื๊ด ๆ" ดังอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่ปลายสายจะกดรับ ผมรีบตัดหน้ามีไฉ่ ถามด้วยน้ำเสียงเปี่ยมห่วงใยว่า "ยาลดไข้กับยาแก้ไอที่ผมซื้อให้คุณกินแล้วหรือยังครับ"
"กินแล้ว" มีไฉ่ตอบเรียบ ๆ แม้จะดูเฉยชาแต่ก็ดูเหมือนจะมีความรังเกียจน้อยลงกว่าเดิม
"งั้นคุณดีขึ้นบ้างหรือยัง"
"ดีขึ้นหน่อย" มีไฉ่พูดจบก็ไอออกมาอีกชุด
"ใส่เสื้อผ้าหนา ๆ หน่อย เดี๋ยวได้ตัวร้อนก็หายเร็วแล้ว" ผมยังถามด้วยน้ำเสียงห่วงใยเช่นเดิม
"ฉันก็ไม่ได้ออกไปข้างนอก จะใส่เสื้อผ้ามากมายขนาดนั้นทำไม"
พอเห็นว่าได้หลอกล่อให้มีไฉ่เข้ามาติดกับดักบทสนทนาได้สำเร็จ ผมถึงได้เอ่ยว่า "จริง ๆ ก็ต้องรบกวนให้คุณออกมาหน่อย คือว่า... ตอนนี้ผมอยู่โรงพัก ไปมีเรื่องชกต่อยกับคนอื่นมา แล้วเงินไม่พอจ่ายค่าปรับ คุณมาช่วยจ่ายให้หน่อย ได้ไหมครับ"
มีไฉ่ตะลึงไปครู่หนึ่งก่อนถามว่า "คุณไปมีเรื่องชกต่อยกับคนอื่นมาเหรอ"
"ใช่สิครับ ไอ้หมอนั่นมันน่าต่อยจริง ๆ ผมต่อยมันเพื่อสั่งสอนไม่ให้มันใช้ชีวิตตามอำเภอใจเกินไปต่างหาก"
"ฉันว่าคุณใช้ชีวิตตามอำเภอใจกว่าใครทั้งนั้น" มีไฉ่ย้อนผมกลับมาประโยคหนึ่ง ไม่บอกว่าจะมา ไม่บอกว่าจะไม่มา
ผมร้อนใจถามว่า "ตกลงคุณจะมาหรือไม่มา จะบอกตรง ๆ ได้ไหมครับ"
มีไฉ่นิ่งเงียบ ความเงียบนี้ดูเหมือนจะแฝงไว้ด้วยความจงใจเล็กน้อย
ผมร้อนรนไล่ถามต่อ "คุณมาหน่อยได้ไหมครับ ...ทางนี้ใกล้จะใช้กำลังกับผมอยู่แล้วนะ"
สิ้นเสียงผม มีไฉ่ยังไม่ทันตอบ ตำรวจโมโหก่อนแล้ว พูดกับผมด้วยความโกรธ "พวกเราเป็นตำรวจประชาชน คุณคิดว่าเราเป็นพวกมาเฟียเหรอ ใช้กำลังอะไร"
ผมรีบปิดโทรศัพท์ พูดเบา ๆ ว่า "สงบใจด้วยนะครับ สงบใจด้วย... ผมแค่ใช้ศิลปะการพูดเกินจริงอธิบายเรื่องนี้ จะได้ให้เธอรีบมาช่วยจ่ายค่าปรับ ผมจะได้เป็นอิสระ พวกคุณก็จบเรื่องง่าย ๆ ใช่ไหมครับ พี่ตำรวจ"
ตำรวจทำมือให้ผมจัดการเรื่องให้เสร็จเร็ว ๆ แล้วก็ไม่พูดอะไรอีก แต่ผมกลับรอคำตอบจากมีไฉ่ด้วยความลุ้นระทึก ถ้าเธอไม่ยอมมา เมื่อจนหนทางผมก็ต้องไปรบกวนฝางหยวนสองสามีภรรยาจริง ๆ
มีไฉ่เหมือนตัดสินใจอย่างยากลำบากมากก่อนถึงถามผมว่า "โรงพักไหน"
