แสงจันทร์นอกหน้าต่างสว่างกระจ่างอย่างน่าประหลาด สาดลอดผ่านหน้าต่างเข้ามาในห้องนั่งเล่น แสงไฟในห้องดูมืดลงไปเลยด้วยซ้ำ แต่ใบหน้าอันงดงามเหนือโลกของหมีไช่กลับบดบังแสงจันทร์นั้นเสีย
ฉันจ้องมองเธอไม่วางตา ใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยความสงบนิ่ง ซึ่งทำให้ฉันรู้สึกไม่สบายใจขึ้นมาอีกหน่อย บางทีความผูกพันที่ฉันมีต่อห้องนี้อาจไม่สามารถซื้อใจเธอผู้ “เย็นชา” ได้
เนิ่นนานนัก ในที่สุดหมีไช่ก็เอ่ยกับฉันว่า “คุณรักห้องนี้มากเหรอ”
ฉันพยักหน้าอย่างจริงจัง “รักมาก รักมาก... ในโลกนี้ไม่มีใครรักห้องเล็ก ๆ ไม่มีใครสนใจห้องนี้ไปกว่าผมอีกแล้ว”
หมีไช่ยิ้มน้อย ๆ แล้วว่า “งั้นก็ไม่แน่”
ฉันมองเธอด้วยความแปลกใจ “หรือคุณจะเป็นคนที่รักมันมากกว่าผม”
อันที่จริง ฉันสงสัยมาตลอดว่าเหตุใดหมีไช่จึงซื้อห้องนี้กับเฒ่าหลี่ แม้จะสันนิษฐานไปก่อนได้ว่าเป็นศิลปะเชิงพฤติกรรมของคนรวย แต่คำตอบที่แท้จริงเกรงว่าจะไม่ง่ายอย่างที่ฉันคิด
หมีไช่ไม่ได้ตอบคำถามของฉัน เธอถามฉันว่า “คุณจะอยู่สักกี่วัน”
“ตกลงคุณยอมแล้วเหรอ” ฉันถามด้วยความตื่นเต้นเล็กน้อย
“เจาหยาง คุณช่วยตอบคำถามก่อนได้ไหม” หมีไช่เอ่ยด้วยน้ำเสียงไม่พอใจนัก
ฉันหัวเราะพลางถอนหายใจ “ที่แท้คุณก็รู้จักชื่อผมด้วยนี่นา!”
หมีไช่ขมวดคิ้วอีกครั้ง
ฉันยิ้มแหย ๆ กลัวเธอเปลี่ยนใจ จึงทำท่าทางขอโทษ แล้วรีบพูดว่า “ผมตอบคำถามก่อน ผมตอบคำถามก่อน ผมว่าจะอยู่... อยู่อีกสักเดือน ได้ไหมครับ”
หมีไช่นิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ในที่สุดก็พูดว่า “ได้... แต่คุณต้องรับปากเงื่อนไขของฉันสองข้อก่อน”
“ได้เลย ขอแค่คุณไม่ไล่ผมออก อะไรก็ว่ากันได้หมด ผมจะทำตามแน่นอน” ฉันตบอกตัวเองพลางว่า
“คุณอย่าเพิ่งสาบาน ไว้ทำได้แล้วค่อยว่ากัน” หมีไช่พูดสกัดฉันประโยคหนึ่ง
ฉันยิ้มแห้ง ๆ อีกครั้ง แล้วว่า “ผมรู้ว่าในสายตาคุณ ผมไม่มีความน่าเชื่อถืออะไรนัก งั้นว่าอย่างนี้ก็แล้วกัน ข้อเรียกร้องที่คุณแจ้งมา ผมจะทำสุดความสามารถ ตกลงไหมครับ”
“อืม” หยุดไปครู่หนึ่ง หมีไช่ก็พูดอีกว่า “ข้อแรกก่อนเลยนะ หลังจากนี้คุณห้ามไปเที่ยวไนต์คลับ ทำได้ไหม”
“หา!” ฉันอุทานออกมาอย่างไม่ได้ตั้งใจ ไม่คิดเลยว่าหมีไช่จะเรียกร้องข้อนี้
หมีไช่มองมาที่ฉัน รอคำตอบ
