เดินวนไปได้รอบหนึ่ง ผมกลับมาที่หน้าบาร์อีกครั้ง ส่วนเยว่เหยา ซีซี และหลัวเปิ่น ทั้งสามคนก็มาตามนัด
หลัวเปิ่นที่ไม่ได้เจอกันตั้งนานแซวผมว่า “เจาหยาง หมุนไปรอบเดียวคราวนี้กลับมาในร่างผู้กอบกู้โลกเลยนะเนี่ย”
ผมหัวเราะ โอบไหล่เขาแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงซาบซึ้ง “ช่วงนี้ฝากบาร์ด้วยนะ”
“เพื่อนกันทั้งนั้น ฝากอะไรกัน”
หลัวเปิ่นนิสัยคล้ายๆ ผม พยักหน้าแล้วไม่พูดอะไรเกรงใจอีก หยิบบุหรี่ส่งให้เขามวนหนึ่ง ตัวเองก็จุดสูบพลางมองป้ายชื่อบาร์
บาร์ของเยว่เหยาใช้ชื่อว่า “bobo มิวสิกบาร์” ฟังดูทันสมัยดี แต่ก็มีบาร์ที่ใช้ชื่อแนวนี้อยู่เต็มไปหมด ก็เลยกลืนหายไปกับความทันสมัยและความเป็นตัวตน ไม่ได้พิเศษอะไร
บาร์เปิดตั้งแต่ทุ่มหนึ่งเป็นต้นไป เยว่เหยาเปิดประตูที่ปิดอยู่ พาพวกเราเดินเข้าไป แล้วเปิดไฟ
ดูจากอุปกรณ์และตกแต่งภายใน ผมเชื่อว่าบาร์แห่งนี้ต้องลงทุนไม่ต่ำกว่าหนึ่งล้านแน่ๆ แต่ในย่านการค้าที่ยังไม่มีบรรยากาศการค้า การลงทุนมหาศาลแบบนี้เสี่ยงมากแน่นอน
แน่นอนว่าถ้าใครกล้าเอาเงินสิบล้านมาทุ่มสร้างบาร์ที่หรูที่สุดในซูโจว ก็เป็นอีกเรื่อง อาจถึงขั้นขับเคลื่อนถนนช้อปปิ้งทั้งเส้นก็ได้ แต่พูดกันตามตรง ถ้ามีเงินทุนสิบล้าน ใครจะสนใจมาลงทุนในถนนที่ยังไม่เป็นโล้เป็นพายแบบนี้?
