หลังจบคอนเสิร์ตสดกะทันหันนี้ พวกเราก็ตรงไปยังภัตตาคาร แต่เดิมมีแค่พวกเรายังไม่ค่อยครึกครื้น ต่อมาเสี่ยวอู่ที่เพิ่งเสร็จงานที่บาร์ก็พาสมาชิกวงมาที่ภัตตาคารด้วย พอมีพวกขี้เมาเข้าร่วมวง ผมก็เลยดื่มจนเมาหนักไปโดยปริยาย
แต่ผมไม่กลัวความทรมานหลังจากเมาเลยสักนิด เพราะผมห่างหายจากค่ำคืนที่ปล่อยให้วิญญาณได้ออกอาละวาดแบบนี้มานานแล้ว และพวกเราทั้งกลุ่มก็คงไม่ได้มารวมตัวกันจัดคอนเสิร์ตสดแบบนี้เหมือนวันนี้อีก
สุดท้ายแล้ว หลัวเปิ่นกับเยว่เหยาก็ต้องกลับปักกิ่ง และยังมีเว่ยหรานที่น่ารำคาญนั่นอีกคน ก็ต้องกลับอเมริกาเหมือนกัน แต่ฝีมือการเล่นเครื่องดนตรีของเขาก็เข้าขั้นอยู่จริง หากขาดเขาไป ก็คงไม่นับเป็นคอนเสิร์ตที่สมบูรณ์
เพราะอย่างนี้ ผมจึงยิ่งอาวรณ์ค่ำคืนนี้มากขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งที่มันยังไม่ทันสิ้นสุดลงด้วยซ้ำ
หลังอาหารค่ำเสร็จ ผมเดินโซเซปะปนไปในฝูงชนเพื่อออกไปนอกภัตตาคาร สมองมึนงง แต่ก็ยังโหยหาเมืองในฟากฟ้านั่นอย่างเคยชิน เลยไม่อยากเดินต่อ ได้แต่เร่งให้คนอื่นรีบกลับ
เหยียนเหยียนถามผมด้วยความเป็นห่วงว่า "เจาหยาง วันนี้คุณดื่มจนจำอะไรไม่ได้เลยเหรอ ยังมีปัญญากลับบ้านอย่างปลอดภัยไหม"
ผมยังไม่ทันตอบ เยว่เหยาก็รับช่วงพูดต่อว่า "ฉันไปส่งเขาเอง"
"เห็นไหม มีคนไปส่งแล้ว พวกคุณรีบแยกย้ายกันกลับเถอะ…" ผมพูดพลางนั่งลงบนขอบทางเดิน แล้วจุดบุหรี่ขึ้นมาสูบ ในใจอยากให้เหลือตัวเองอยู่คนเดียว เพราะผมไม่อยากแบ่งปันเมืองที่เป็นของผมแต่เพียงผู้เดียวให้กับใคร
แต่ตัวเองกลับไม่รู้ตัวเลยว่า การถือสาแบบไร้เหตุผลนี้เป็นเพราะเสียมารยาทหลังเมา สุดท้ายแล้วร่างบอบบางของผมก็ไม่อาจบรรจุเมืองนี้ไว้ได้ ต้องแบ่งปันออกไปเท่านั้น ถึงจะให้มันเปล่งประกายช่วยเหลือโลกได้!
ค่ำคืนดึกมากแล้ว ทุกคนต่างบอกลาผม ดังนั้นคนที่อยู่กับผมจึงเหลือเพียงเยว่เหยา
