เป็นยามเย็นที่ฝนโปรยปราย สายลมเย็นโหมพัดพาใบไม้ร่วงเล่นงานทั่วเมือง ผมกับเย่าหยางยืนกางร่มอยู่หน้าโรงพยาบาลแม่และเด็กประจำเมืองท่ามกลางผู้คนที่เดินกันขวักไขว่ ใบหน้าของเธอซีดเซียวเล็กน้อยขณะมองมาที่ผม
“เจาหยาง ฉันท้องแล้วนะ”
ผมอึ้งไปชั่วขณะ จากนั้นก็เบิกตากว้างตอบด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าว: “ก็ไปหาคนที่ทำให้เธอท้องสิ จะโทรนัดผมออกมาทำไมเนี่ย”
“ปีนี้ฉันนอนกับนายแค่คนเดียวนะ จะให้ฉันไปหาใครล่ะ”
“ถ้าผมบอกว่าปีนี้ผมนอนกับผู้หญิงแค่คนเดียวเธอเชื่อไหม”
“เจาหยาง นายนับว่าเป็นลูกผู้ชายไหมเนี่ย”
“เราแค่สนุกกันทั้งนั้น อย่ามาโยนเรื่องพวกนี้ใส่ผมให้ต้องรับผิดชอบเลยนะ ถ้าอยากให้รับผิดชอบก็เอาหลักฐานจริง ๆ มา อย่ามาพูดลอย ๆ ไม่มีหลักฐาน ใครมันจะโง่ยอมรับเป็นพ่อแบบมึน ๆ ง่าย ๆ ล่ะ”
เย่าหยางเงียบไปครู่หนึ่งแล้วพูดกับผมว่า “เด็กนั้นเอาออกไปตั้งนานแล้ว จะมีหลักฐานอะไรให้ดูอีกล่ะ”
ผมเริ่มหงุดหงิดขึ้นมาทันที “เธอคิดว่าผมดูเหมือนจะโดนหลอกง่ายนักรึไง พอเอาออกไปแล้ว แล้วก็...” ผมยกมือขึ้นแล้วพูดต่อด้วยความรู้สึกคับข้องใจว่า “แล้วก็มาบอกว่าเด็กนั้นเป็นของผม นี่เธอแสร้งทำไร้เดียงสา หรือผมโง่เองเนี่ย ...เย่าหยาง เราก็เป็นผู้ใหญ่กันแล้ว ทำอะไรให้มันดูดีสมกับเป็นผู้ใหญ่หน่อยได้ไหม”
เย่าหยางกัดริมฝีปากมองมาที่ผม แล้วพูดอย่างทำใจอยู่พักใหญ่ “นายไม่อยากรับผิดชอบใช่ไหม พรุ่งนี้ฉันจะไปที่บริษัทนายนะ...”
“เฮ้ย... จะเอาให้ได้ขนาดนั้นเลยรึไง” ผมโต้กลับด้วยความโกรธ
เย่าหยางกัดริมฝีปากแน่นมองผม แต่ผมกลับรู้สึกว่าเธอเป็นนักแสดงฝีมือดี ผมกับเธอรู้จักกันที่บาร์ ตอนนั้นมีสัมพันธ์สวาทกันแค่คืนเดียว แล้วผู้หญิงที่เที่ยวบาร์เป็นประจำเนี่ยนะจะบอกว่าปีนี้มีอะไรกับผู้ชายแค่คนเดียว ถ้าผมเชื่อเธอก็เท่ากับว่าผมมันโง่เต็มขั้น
ผมไม่อยากเสียเวลายืดเยื้อกับเธออีกแล้ว จึงหยิบกระเป๋าตังค์ออกมาดึงแบงก์ร้อยฉบับเต็มออกทั้งหมดยื่นให้เธอ “เธอก็แค่จะเอาเงินไม่ใช่เหรอ เอาไป ต่อจากนี้อย่ามายุ่งกับผมอีก”
เย่าหยางไม่ได้พูดอะไรและไม่ยืดเยื้อกับผมอีก พยักหน้าแล้วหมุนตัวกางร่มเดินตรงกลับเข้าไปในโรงพยาบาล เหมือนยังมีค่ารักษาพยาบาลบางส่วนที่ค้างชำระอยู่ ...
เมื่อมองแผ่นหลังโดดเดี่ยวของเธอที่เดินตากฝนห่างออกไป จู่ ๆ ในใจผมกลับรู้สึกบางอย่างบอกไม่ถูก แม้จะไม่เชื่อว่าเด็กในท้องเธอเป็นของผม แม้จะรังเกียจเธอมาก แต่ผมก็รู้สึกว่าตอนนี้เธอคงกำลังลำบากจริง ๆ ไม่อย่างนั้นก็คงไม่มาเกาะแกะรีดไถผมแบบนี้หรอก
ผมเงียบไปครู่หนึ่ง ในที่สุดก็ร้องเรียกเธอไว้ “เดี๋ยวก่อน...”
เย่าหยางหันกลับมามองผม
ผมล้วงกระเป๋าตังค์หยิบบัตรกดเงินสดใบหนึ่งยื่นให้เธอ “บัตรใบนี้พอจะเบิกเงินล่วงหน้าได้บ้าง เธอเพิ่งผ่าตัดเสร็จ เอาไปซื้ออะไรบำรุงร่างกายเถอะ”
แต่เย่าหยางกลับไม่รับบัตรไป “...ไม่เป็นไรหรอก แค่ได้เห็นนายยอมรับผิดชอบ นั่นแหละคือสิ่งที่ฉันต้องการ ที่ตามหานายเพราะฉันไม่อยากถูกใครนอนด้วยแบบมึนงง แล้วท้องขึ้นมาแบบมึนงง”
...
ในบาร์ ผมดื่มเหล้าอย่างหงุดหงิดอยู่คนเดียวไปพลางรอฝางหยวน เพื่อนที่ผูกพันกันจริงใจแค่คนเดียวในเมืองนี้ ซึ่งเป็นเพื่อนร่วมงานกันด้วย
ตั้งแต่วันแรกที่เข้าร้านนี้ ผมก็เห็นผู้หญิงโดดเดี่ยวมากมาย ผู้ชายว่างเปล่ามากมายที่นี่กำลังดื่มเหล้าหลากหลายชนิด ไม่ว่าจะนั่งเงียบ ๆ หรือดวงตาที่เต็มไปด้วยกิเลสมองหาสิ่งที่เรียกว่า “ชีวิตสุขสำราญชั่วนิรันดร์”
ความจริงแล้ว พอสลัดทิ้งร่างเนื้อที่ใส่ใจทั้งวัน แล้วปล่อยให้วิญญาณหลงระเริงอยู่ท่ามกลางแสงไฟสีสัน เสียงเพลงและสุราแบบนี้ได้แล้ว เราก็ดื่มด่ำและเริงร่าจนลืมวันลืมคืนกันไปแล้วนั่นแหละ
ผมจำไม่ได้ว่าเริ่มตั้งแต่คืนไหน ผมถือเอาที่นี่เป็นที่พักพิงใจ ผมชอบพวกผู้หญิงบิดเอวที่นี่ ชอบแสงไฟสั่นระริก ชอบเหล้าหลากสี ชอบกลิ่นน้ำหอมที่ผสมคละเคล้ากับกลิ่นยาสูบ ชอบบรรยากาศดื่มด่ำเริงร่า แล้วในความดื่มด่ำเริงร่านั้น อดีตที่ยุ่งเหยิงก็ถูกสลักลงบนแผ่นศิลาจารึก
ผมจุดบุหรี่มวนหนึ่ง แล้วดึงแผ่นฟิล์มบนซองบุหรี่มาครอบที่ตา มองดูแสงไฟส่ายระริก ร่างกายก็โยกคลอนตามไปด้วย ท่ามกลางแสงไฟที่หักเหผ่านแผ่นฟิล์มนั้น เหมือนผมเห็นชีวิตที่เอื่อยเฉื่อยเช้าสายบ่ายค่ำเหลือเกิน ไม่ทันรู้ตัวก็ติดอยู่ในภวังค์
...
ฝางหยวนดึงแผ่นฟิล์มในมือผมออก โลกก็กลับมาชัดเจนทันใด
“เรียกมาไฟแลบแบบนี้มีเรื่องอะไร” ฝางหยวนวางกระเป๋าเอกสารแล้วหยิบบุหรี่จากซองของผมมวนหนึ่งจุดเอง
“ขอยืมเงินหน่อย โดนมันรีดไถเข้าแล้ว”
“ไปทำสาวท้องอีกแล้วรึ” ฝางหยวนถามหน้าตาเฉย เหมือนชินกับเรื่องแบบนี้
“อีกบ้าอะไรเล่า รอบนี้โดนมันปั้นเรื่องขึ้นมาจริง ๆ..."
“รอบนี้ใครปั้นเรื่องล่ะ”
“ถามมากความทำไมนักหนา”
“ฉันให้ยืมทีละเป็นพัน ๆ แบบนี้ นายก็ให้ฉันรู้หน่อยสิว่าเงินฉันมันโดนใครรีดไถไปบ้าง”
“เย่าหยาง” ผมจุดบุหรี่ขึ้นแล้วตอบด้วยโทสะที่ยังคุกรุ่น “ไอ้พวกนางแบบเนี่ยนะ” ฝางหยวนว่า
“ก็ใช่น่ะสิ วงการพวกนี้มันยุ่งเหยิงจะตาย เธอบอกว่าปีนี้ถูกผมนอนด้วยแค่คนเดียว เธอเชื่อไหมล่ะ ฝางหยวน ถ้าเรื่องนี้เกิดกับนาย นายเชื่อไหม” ผมตบโต๊ะเสียงดังสนั่นเพราะความตื่นเต้น
“เรื่องแบบนี้ไม่มีทางเกิดกับฉันหรอก แถมเธอคงไม่ถึงกับต้องต้มตุ๋นเงินนายแค่ไม่กี่พันนี่นา เดือนที่แล้วโปสเตอร์โปรโมตห้างเราก็เธอถ่ายทั้งนั้น ค่าตัวก็ตั้งหมื่นกว่า...”
ผมทำจมูกร้องเหยียดหยันก่อนจะสวนทันควัน “นายก็ดูการใช้จ่ายปกติของเธอสิ เงินหมื่นกว่าจะพอใช้ได้ทั้งเดือนเหรอ พอไปทำเรื่องกับคนอื่นแล้วไม่มีเงินเก็บกวาด เลยนึกถึงอดีตคู่นอนถูก ๆ อย่างผมน่ะสิ ...ผมมันโง่เอง ตอนแรกก็ไม่น่ามีน้ำใจแนะนำให้เธอรู้จักกับบริษัทเราเลย หาเงินให้เธอก็ไม่น้อยแล้ว ยังจะมาแว้งกัดผมอีก นี่ยังมีสามัญสำนึกของคนในวงการเหลืออยู่บ้างไหมเนี่ย”
ฝางหยวนกลับไม่แยแสความเดือดดาลของผม เขาลดเสียงลงถามว่า “นายป้องกันรึเปล่า”
ผมนึกย้อนอยู่นาน แต่จำได้แค่ว่าตอนนั้นเมาจนแทบหมดสติ คิดยังไงก็นึกไม่ออก ผ่านไปครู่หนึ่งค่อยตอบว่า “ก็ต้อง... ไม่งั้นคงไม่บอกว่าโดนมันปั้นเรื่องน่ะสิ”
ฝางหยวนมองผมด้วยแววกังขา อยู่นานถึงถอนหายใจแล้วพูดกับผมว่า “เจาหยาง เราคบกันมาเกือบสิบปีแล้วนะ บางครั้งก็อยากจะปลอบนายจริง ๆ ฉันรู้นะว่าเจี่ยนเวยบอกเลิกนาย มันทำให้นายเจ็บปวดมาก แต่นี่มันก็ผ่านมาสองปีแล้ว นายไม่จำเป็นต้องทำร้ายตัวเองขนาดนี้เลยนะ... เวลาของวัยหนุ่มสาวไม่เคยรอใคร หาแฟนดี ๆ แล้วลงหลักปักฐานเสียที ได้ไหม”
พอชื่อของเจี่ยนเวยถูกใครเอ่ยปากขึ้นอีกครั้ง ผมก็รู้สึกสะดุดไปโดยไม่รู้ตัว ก่อนจะตอบว่า “ไม่ต้องมายุ่งกับชีวิตผมหรอกน่า ผมอยู่ของผมดีจะตาย”
“แค่ว่าไม่ขาดเรื่องกลุ้มใจใช่ไหมล่ะ”
...
ฝางหยวนอบรมสั่งสอนผมอยู่พักใหญ่ ผมก็โต้ตอบไปอย่างรำคาญใจอยู่นาน สุดท้ายเขาทิ้งประโยค “โคลนเหนียวปั้นไม่ขึ้น” แล้วก็หมุนตัวผละไปด้วยความไม่พอใจ ทว่ากลับลืมเรื่องที่ผมขอให้เขาช่วยยืมเงินไปเสียสนิท
ดีตรงที่คลุกคลีอยู่ในบาร์มาสองปี ผมก็พาเพื่อนฝูงมาอุดหนุนที่นี่บ่อยครั้ง จนค่อนข้างสนิทกับเจ้าของบาร์อยู่บ้าง ค่าเหล้าคราวนี้เลยถูกจดไว้ในบัญชีก่อน
ก้าวออกจากบาร์ ผมกางร่มเดินไปบนถนนที่เปียกปอนไปด้วยน้ำฝน ถึงได้ซาบซึ้งจริง ๆ ว่าอะไรที่เรียกว่าเคว้งคว้างไร้ที่พึ่งพิง ตลอดสองปีที่ต่อสู้ในเมืองนี้ สิ่งที่ได้รับกลับเป็นเพียงความว่างเปล่าและเปลี่ยวเหงาไม่รู้จบ เพื่อจะหลีกหนีจากความว่างเปล่าและเปลี่ยวเหงาที่ราวกับยาพิษนี้ ผมต้องสวมหน้ากากปิดบังความอัปยศนั้นไว้ตลอดเวลา พอมีหน้ากากนี้แล้ว ผมก็สามารถมีชีวิตปล่อยปละไร้ทิศทางต่อไปอย่างสบายใจ
แต่ไม่ว่าผมจะดิ้นรนอยู่ริมขอบแห่งความทุกข์ทรมานมากมายเพียงใด สุดท้ายเธอก็ไม่หวนกลับมาแล้ว!
...
ผมเดินทอดน่องด้วยความรู้สึกเคว้งคว้างสับสนในใจอยู่หลายป้ายรถเมล์ กว่าจะกลับถึงย่านชุมชนที่ตัวเองอาศัยอยู่ เป็นย่านชุมชนเก่าแก่ เก่าจนไม่มีแม้แต่บริษัทจัดการทรัพย์สิน วันแรกที่มาอยู่ ได้ยินพวกป้า ๆ ในชุมชนเล่าว่า ที่นี่สร้างขึ้นตั้งแต่ต้นทศวรรษ 90 ภายใต้การกัดกร่อนของกาลเวลาอันเนิ่นนาน ตึกแต่ละหลังดูก็ชำรุดทรุดโทรม แต่กลับเรียงรายเบียดเสียดกัน ไม่ต่างอะไรกับกลัวว่าตนเองจะโดดเดี่ยวเกินไป ราวกับว่าตึกทุกหลังมีชีวิตขึ้นให้สัมผัสได้ สิ่งนี้ทำให้ผมรู้สึกว่า ในยามวิกาลไม่มีผู้คน พวกมันคงจะกระซิบกระซาบคุยกันบ้าง เพื่อบรรเทาความเหงาของหลายสิบปี
คาบบุหรี่ไว้ที่ปาก แล้วล้วงกุญแจออกจากกระเป๋ากางเกง ผมเดินตรงไปยังตึกที่ตัวเองอาศัย ตึกหลังนี้เป็นเพียงหลังเดียวในย่านชุมชนที่มีต้นไอวี่เลื้อยปกคลุม ทุกปีในฤดูร้อน กำแพงด้านทิศใต้จะดูเขียวชอุ่มเหลือเกิน ถ้าบรรดาตึกพวกนี้มีเพศเหมือนคน งั้นตึกหลังนี้ก็คงจะเป็นผู้หญิงแน่นอน เป็นผู้หญิงที่เย็นชาและห่างเหิน
บ่อยครั้งเหลือเกินที่ทำให้เรารู้สึกหดหู่แทนมัน
...
ที่ทำให้ผมแปลกใจก็คือ ตรงด้านล่างของตึกเก่าโทรมนี้มีรถยนต์ออดี้ Q7 สีแดงจอดอยู่คันหนึ่ง เท่าที่ผมจำได้ ตลอดสองปีที่อยู่ที่นี่ ย่านชุมชนนี้ก็ดูจะไม่เคยมีรถราคาเกินห้าแสนปรากฏให้เห็นเลย
ผมไม่ได้คิดอะไรให้มากความ ผิวปากทำนองไปพลางตามทางเดินถึงห้องพักของตัวเอง พอถึงชั้นบนสุดก็ต้องตกใจเมื่อพบว่าประตูห้องแง้มปิดอยู่เฉย ๆ จำได้แม่นว่าตอนออกไปล็อกประตูเรียบร้อยดีแล้ว คิดว่าบ้านถูกขโมยขึ้นทันที ก่อนตั้งสติได้ว่าตัวเองไม่ได้จ่ายค่าเช่าให้เจ้าของบ้าน ‘เฒ่าหลี่’ มาสองเดือนแล้ว เป็นไปได้มากว่าเฒ่าหลี่มาทวงค่าเช่านั่นเอง
ผลักประตูเข้าไป เจ้าของบ้านเฒ่าหลี่กำลังนั่งอยู่บนโซฟากับผู้หญิงแปลกหน้าคนหนึ่ง บนโต๊ะกาแฟมีกุญแจรถออดี้ Q7 วางอยู่หนึ่งดอก ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเจ้าคันที่จอดอยู่ชั้นล่างนั้นเป็นของผู้หญิงคนนี้แน่
ทันใดนั้น ความสงสัยก็ผุดขึ้นในหัวของผม เฒ่าหลี่ ไอ้พวกหากินในสังคมเมืองนี่มันมีอิทธิฤทธิ์อะไรถึงกับพาสาวสูงส่งราวกับดอกลิลลี่ขาวบริสุทธิ์จับต้องไม่ได้แบบนี้ มาปรากฏตัวในห้องพักกระจอก ๆ นี้ได้ มันทำให้ผมฉงนจนอธิบายไม่ถูกเลย!...