ผมมองสำรวจเธออีกครั้ง เธอนั่งตัวตรง ผมยาวหยักศกเป็นลอนอ่อน ๆ ปรกลงบ่า ผิวขาวเนียน รูปร่างบอบบาง มุมปากที่ยกขึ้นเล็กน้อยแฝงความมั่นใจที่เฉียบคม กล่าวได้ว่าเธอคือหญิงงามไร้ที่ติ เพียงแค่แรกเห็น ผมก็รู้สึกราวกับว่าไม่มีสิ่งใดในโลกที่ให้อภัยไม่ได้อีกแล้ว!
เฒ่าหลี่โบกมือเรียกผม: "เจาหยาง มานี่หน่อย มีเรื่องจะคุยด้วย"
"เรื่องค่าเช่าห้องสินะ เดือนหน้าพอได้เงินเดือน ผมจะจ่ายรวดเดียวเลย ได้ไหม?" ผมพูดพลางยิ้มเจื่อน ๆ ไปด้วย เพราะที่ผ่านมาก็ติดค่าเช่าห้องเฒ่าหลี่มานานแล้ว
"เป็นเรื่องเกี่ยวกับห้องน่ะ... เอ่อ... ห้องนี้ถูกผู้หญิงคนนี้ซื้อไปแล้วนะ"
"ท่านขายห้องนี้ไปแล้ว?! มีโง่ตัวไหนอยากได้ห้องพัง ๆ หลังนี้ ทนแผ่นดินไหวไม่กี่ทีก็พังครืนลงมา!" ผมพูดพลางจ้องมองเธอด้วยน้ำเสียงคาดคั้น เพราะเมื่อต้องเผชิญวิกฤตไร้ที่อยู่ ก็ไม่มีอารมณ์มาสนใจความสง่างามและความสวยของเธออีกต่อไปแล้ว ขอให้ได้ระบายอารมณ์ก่อน!
เฒ่าหลี่มองดูผู้หญิงที่นั่งขมวดคิ้วด้วยท่าทางกลืนไม่เข้าคายไม่ออก อยู่สักพักจึงพูดกับผมว่า: "คืนนี้แกย้ายออกไปเถอะ ค่าเช่าห้องก่อนหน้านี้ฉันก็จะไม่เอาจากแกแล้ว!"
"เฒ่าหลี่ ทำไมยิ่งแก่ยิ่งทำตัวเป็นลูกเต่าล่ะ? ...ถึงท่านจะขายห้อง ก็ควรบอกผมล่วงหน้าก่อนนะ วันนี้ฝนก็ตกหนักทั้งวันจะให้ผมไปหาห้องใหม่ที่ไหน?"
"ก็หาที่พักพวกโรงแรมไปก่อนสิ" เฒ่าหลี่พูดโดยไม่แยแสความรู้สึกของผมเลย
"สมบัติห้องแกก็ยังไม่มีปัญญารักษาเองเลย อย่ามาพูดกับข้า!" ผมประชดเฒ่าหลี่ไปหนึ่งหน แล้วหันไปทางหญิงสาวแปลกหน้าพูดว่า: "ตอนนี้ห้องเป็นของคุณแล้ว ผมขอเช่าต่อกับคุณได้ไหม?"
เธอส่ายหน้า: "ฉันซื้อไว้อยู่เอง ไม่มีความคิดจะให้เช่า"
ผมโวยวายทันที: "คุณนี่มันอะไรกัน ขับรถหรูหลายล้าน มาอยู่ห้องพัง ๆ นี่เนี่ยนะ! ...คุณจงใจหาเรื่องกันใช่ไหม?"
เธอไม่สนใจความโกรธของผมเลยสักนิด พูดด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยว่า: "ให้เวลาคุณหนึ่งชั่วโมงย้ายของออกไป..."
ยังพูดไม่ทันจบ ผมก็พูดแทรกขึ้น: "ไม่ย้าย... คุณเคยเห็นใครสั่งให้ย้ายออกโดยไม่บอกไม่กล่าวสักคำแบบนี้ไหม?" พูดจบก็ทรุดตัวลงนั่งบนโซฟาชิดติดกับเธอ หล่อนขยับหลีกไปอีกฝั่งตามสัญชาตญาณ
ผมจุดบุหรี่มวนหนึ่งขึ้นมา สายตากวาดมองไปรอบ ๆ ห้องชุดเก่า ๆ นี้ ในใจเอ่อล้นด้วยความรู้สึกสูญเสีย สองปีก่อน เมื่อผมมาถึงซูโจวก็อยู่ที่นี่มาตลอด ในห้องนี้ ผมใช้ชีวิตผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากที่สุดในชีวิตไป
ในห้องนี้ ผมเคยร่ำไห้กับนาฬิกาตั้งที่ห้องรับแขก เคยพูดคุยทั้งคืนกับโคมไฟตั้งพื้นเก่าคร่ำคร่าในห้องนอน ข้าวของทุกชิ้นที่นี่ ราวกับเป็นกัลยาณมิตรที่เคยร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมา! ถ้าต้องจากไป ก็เหมือนทิ้งที่พักพิงทางใจที่มีอยู่ไป
ควันบุหรี่ที่พวยพุ่งจากปากผมทำให้เธอลุกขึ้นจากโซฟาด้วยความรำคาญ แล้วเดินไปอีกฝั่งหนึ่ง
ผมรู้สึกโชคซวยขึ้นทุกที เรื่องร้าย ๆ ดี ๆ เหมือนนัดแนะกันมาประดังใส่ผมในวันนี้ เพื่อหาเรื่องให้ผมไม่สบายใจ
สักครู่ต่อมา เฒ่าหลี่พูดกับเราทั้งสองที่ยังตึงเครียดกันอยู่ว่า: "ทางบ้านฉันมีธุระนิดหน่อย เรื่องห้องนี่พวกคุณสองคนค่อย ๆ คุยกันเถอะ..." พูดจบก็ไม่รอฟังคำตอบใด ๆ ราวกับปล่อยวางหัวผักกาดลวก ๆ ที่ร้อนมือ ราวกับใส่ล้อเลื่อนไว้ใต้เท้า แล้วหิ้วกระเป๋าก้าวเดินออกไปทางประตู
ในห้องเหลือเพียงผมกับหญิงสาว
.....
นอกหน้าต่าง ลมกระโชกแรงผสมโรงกับฝนที่เย็นยะเยือกเริ่มโหมกระหน่ำอีกครั้ง อากาศแสนเลวร้ายอย่างนี้ยิ่งทำให้ผมไม่อยากย้ายออกไป ตัดสินใจนั่งดักดานถ่วงเวลาให้สิ้นเปลืองไปกับผู้หญิงคนนี้ ยังไงซะผมก็จนจนแทบไม่เหลืออะไรนอกจากเวลาแล้ว
ผมชวนเธอคุย: "คุณครับ ไม่ทราบว่ามีนามว่าอะไรหรือครับ?"
เธอตอบโดยไม่ยิ้มแย้มเลยสักนิด: "สำคัญด้วยเหรอ?"
"สำคัญแน่นอนสิครับ ผมต้องรู้ให้ได้ว่าท่านเทพเซียนจากไหนกันที่ทำให้ผมต้องกลายเป็นคนไร้บ้านในค่ำคืนฝนพรำเยือกเย็นแบบนี้!"
เธอไม่ใส่ใจถ้อยคำประชดประชันของผม ยังคงตอบอย่างเย็นชาตามเดิมว่า: "ตอนนี้คุณเหลือเวลาแค่ 40 นาที ถ้าไม่ย้ายภายใน 40 นาที ฉันจะแจ้งตำรวจ"
ผมกำลังจะลุกขึ้นเถียงต่อ แต่โทรศัพท์ดังขึ้นเสียก่อน ผมขมวดคิ้วใส่ผู้หญิงคนนั้นก่อนจะล้วงโทรศัพท์จากกระเป๋ากางเกงออกมา ดูเบอร์โทรแล้วเป็นเย่าหยางโทรมา เป็นผู้หญิงอีกคนที่ทำให้ผมหงุดหงิดใจ
ผมรับสายด้วยความรำคาญ: "มีอะไรอีก ไม่ใช่ให้เงินแกไปแล้วเหรอ?"
เย่าหยางเงียบไปสักพักจึงพูดว่า: "เจาหยาง พรุ่งนี้วันหยุดสุดสัปดาห์... นายพอจะไปโรงพยาบาลเพื่อตรวจซ้ำกับฉันได้ไหม...?"
"เด็กในท้องนั่นเป็นของฉันหรือไง? แกหาเพื่อนไปด้วยไม่ได้รึไง? คิดว่าฉันว่างมากหรือไง ใช่ไหม?" ผมพูดรัวเร็วราวกับปืนกล พยายามจะให้เธอเลิกคิดสิ่งที่ไม่มีทางเป็นไปได้ด้วยความอีกทึกเหิมใจ
"ในเมืองนี้ ฉันมีนายเป็นเพื่อนแค่คนเดียว"
"เย่าหยาง แกเข้าใจผิดแล้ว เราเป็นแค่เพื่อนนอนด้วยกัน ไม่ใช่เพื่อนกัน... รู้ไหมว่าเพื่อนนอนคืออะไร?"
เย่าหยางไม่สนใจฉัน พูดเสียงเบา: "ฉันกลัวจริง ๆ นะเวลาอยู่คนเดียว! ...ถ้านายไม่มา ฉันก็จะปล่อยให้เป็นไปตามยถากรรม! ตรวจซ้ำน่ะไม่ต้องตรวจจ้ะ!"
ผมอดกลั้นอารมณ์พูดว่า: "วันนี้แกก็ไปคนเดียวได้นี่ พรุ่งนี้ต้องยิ่งชินทางแล้วสิ"
"ก็เพราะเมื่อวานไปคนเดียวนี่แหละ ถึงได้รู้ว่ามันน่ากลัวขนาดไหน!"
การยืนกรานไม่เลิกราของเย่าหยางทำให้ผมเกือบบ้าตาย หลุดปากคำหยาบคายออกมาอย่างเคยชิน
"รู้งี้ฉันน่าจะคลอดเด็กออกมา แล้วเลี้ยงจนโต บอกเขาว่า: พ่อของเขาเป็นแค่สัตว์เดรัจฉาน!"
จากนั้นในโทรศัพท์ก็มีเสียง "ตู้ด... ตู้ด..." ของการตัดสายดังขึ้น
.....
"เรื่องบ้าเอ๊ย!" ผมจุดบุหรี่ขึ้นมาอีกมวน แล้วทุบอกตัวเองไปหลายทีด้วยความหงุดหงิด เป็นเวลาสองปีแล้วที่ผมไม่เคยเจอเพื่อนนอนที่ยุ่งยากเท่าเย่าหยาง ถึงเธอจะพูดอย่างหนักแน่นจริงจัง แต่ผมก็พูดได้หนักแน่นจริงจังเช่นกันว่า: เด็กนั่นไม่ใช่ของผม! ที่เธอบอกว่าในเมืองนี้มีผมเป็นเพื่อนแค่คนเดียว ยิ่งทำให้ผมรู้สึกว่าเธอกำลังยัดเยียดให้ผม เพราะเมื่อสัปดาห์ที่แล้วยังเห็นเธอโพสต์รูปในเวยปั๋วเล่นกับพวกเพื่อนในบาร์อย่างสนุกสนาน
"ไอ้สารเลว!"
ผมเงยหน้าขึ้นมา ถึงได้รู้ว่าผู้หญิงคนนั้นจ้องมองผมด้วยสีหน้าเหยียดหยามรังเกียจอย่างยิ่งมาโดยตลอด ในห้องมีแค่ผมกับเธอ ดังนั้นคนที่ด่าผมก็คือเธอแน่นอนแล้ว
"คุณแอบฟังผมคุยโทรศัพท์รึ?" ผมถามโดยไม่มีอารมณ์ใด ๆ ในใจก็ไม่ได้ถือสาที่เธอด่าผมว่าเป็นไอ้สารเลว เพราะแม้แต่ตัวผมเองก็ยังแยกไม่ออกว่าผมเป็นไอ้สารเลวจริงหรือไม่
"ตอนนี้คุณเหลือเวลา 30 นาที" น้ำเสียงของเธอเย็นชากว่าเมื่อกี้อีก
นี่เป็นค่ำคืนฝนพรำที่แสนลำบากจริง ๆ หลังจากให้เงินสดกับเย่าหยางไปทั้งหมดในวันนี้ ผมก็หมดตัว จะย้ายไปอยู่ที่ไหนได้ล่ะ? ฟ้ากว้างแผ่นดินใหญ่ แต่กลับไม่มีที่ให้ผมเจาหยางได้พักพิงเลย
เงียบไปสักพัก ผมพูดกับเธอว่า: "คุณครับ มองข้างนอกนี่สิ ทั้งลมทั้งฝน แถมตอนนี้ก็ดึกแล้วด้วย คืนนี้ย้ายไม่ไหวแน่ ๆ!"
เธอมองออกไปนอกหน้าต่าง คราวนี้จึงยอมผ่อนปรนให้บ้าง ถามว่า: "เมื่อไหร่ถึงจะย้าย?"
"พรุ่งนี้ครับ"
"กี่โมง?"
"ก่อนเที่ยงครับ" ผมเปลี่ยนน้ำเสียงให้นุ่มนวลอ่อนหวาน เพราะอีกสักพักผมคงต้องขอร้องอะไรเธอ
เธอพยักหน้า: "คุณกลับไปก่อนเถอะ พรุ่งนี้จำให้ขึ้นใจว่าต้องย้ายของออกไปตามเวลา"
ผมนั่งอยู่นิ่ง ๆ ไม่ขยับตัว สักพักหนึ่งจึงโน้มตัวเข้าไปหาเธอ แล้วจงใจทำท่าลังเลก่อนพูดว่า: "คุณครับ... พอจะให้ผมยืมเงินหน่อยได้ไหมครับ?"
เธอแสดงสีหน้าประหลาดใจเล็กน้อย แต่ก็ตอบปฏิเสธอย่างเด็ดขาด: "ฉันไม่มีหน้าที่ต้องให้คุณยืมเงิน"
"ไม่ให้ยืมใช่ไหมครับ? งั้นก็อย่าหวังว่าคืนนี้ผมจะออกไปเลยนะครับ ผมไม่มีเงินสักบาท จะให้ไปนอนสะพานลอยรึไง?" ผมพูดพลางเอนตัวลงนอนบนโซฟา แล้วกล่าวกับเธอต่อไปว่า: "อย่าได้ทำอะไรที่คิดจะแจ้งตำรวจเลยนะครับ เรื่องมันก็มาจากความไม่เป็นธรรมที่คุณกับเฒ่าหลี่ทำไว้ก่อน พูดเองเถอะ พวกคุณควรบอกผมล่วงหน้าไหมล่ะ อย่างน้อยให้ผมได้เตรียมตัวบ้าง"
เธอมองผมราวกับมองเทพเจ้าแห่งโรคระบาด ซึ่งยิ่งยืนยันว่าเธอร้อนรนอยากตัดรำคาญผม แต่เหนือความคาดหมาย เธอกลับพูดกับผมว่า: "ฉันไม่มีเงินสด"
ผมเบิกตากว้างมองเธอ ประโยคสั้น ๆ ว่าไม่มีเงินสด ช่างแสดงถึงความเหนือระดับ ดูดีและมีรสนิยมเสียจริง คนรวยสมัยนี้คงไม่ค่อยพกเงินสดใส่กระเป๋าตังค์กันแล้ว ค่าใช้จ่ายทีหนึ่งก็เป็นหมื่น ๆ เงินสดที่ใส่ในกระเป๋าตังค์ได้คงไม่พอใช้เท่าไหร่
"คุณครับ นี่มันเป็นบุญวาสนานะเนี่ย ผมเองก็ไม่ชอบพกเงินสดใส่กระเป๋าตังค์เหมือนกัน!" ผมพูดความจริงออกไปอย่างไร้ยางอาย กระเป๋าตังค์ของผมก็ไม่เคยมีเงินสดมากนักเช่นกัน
เธอไม่สนใจผมเลย
ผมจึงพูดต่อ: "อย่างนี้ดีไหมครับ คุณให้บัตรเอทีเอ็มคุณยืมผมใช้ก่อน ผมจะรูดแค่พันเดียว พรุ่งนี้ตอนย้ายของจะคืนให้ หรือว่าข้างล่างนี่เดินไป 200 เมตรก็มีตู้เอทีเอ็ม ถ้าคุณไม่วางใจก็ไปกับผมก็ได้....."
เธอชักบัตรธนาคารออกมาจากกระเป๋าตังค์ ขัดจังหวะผมทันที: "รหัสเลขศูนย์ 0 หกตัว พรุ่งนี้ก่อนเที่ยง ทำเรื่องที่คุณต้องทำให้เสร็จ"
ผมรับบัตรมาที่เธอยื่นให้ ตอบว่า: "ไม่มีปัญหา!"
ที่จริงแล้ว ผมไม่ได้แปลกใจเลยที่เธอยอมวางใจให้บัตรเอทีเอ็มกับผม เพราะเบอร์โทรผม ที่ทำงาน และสายสัมพันธ์ทางสังคม เฒ่าหลี่รู้แจ้งทั้งหมด หรือไม่บัตรใบนี้อาจมียอดเงินไม่มากนัก
.....
เธอนั่งสงบนิ่งอยู่บนโซฟา ผมจึงสังเกตมองเธออีกครั้ง พูดจริง ๆ เถอะ ในช่วงชีวิตยี่สิบกว่าปีมานี้ผมไม่เคยเห็นผู้หญิงที่งดงามขนาดนี้มาก่อน บนตัวเธอดูเหมือนจะมีเสน่ห์บางอย่างที่ผู้หญิงอื่นไม่มี แต่ก็น่าเสียดายที่: เราดูจะไม่ถูกชะตากันเลย!
ก่อนจะจากไป ผมถามกึ่งหยอกเย้า กึ่งจริงจังว่า: "คุณครับ ลองพิจารณาอยู่ร่วมห้องกับผมดูไหมครับ? ผมทำกับข้าว แถมนวดให้ด้วย เวลาคุณทำงานเหนื่อยมาทั้งวัน กลับถึงบ้านผมก็สามารถทำบริการแบบจัดเต็มให้คุณได้เลย รับประกันว่าคุณจะรู้สึกสบาย..."
"ไสหัวไป!" ในที่สุดเธอก็โกรธสุดขีด คว้าหมอนอิงขว้างใส่ผมด้วยความแม่นยำราวกับมีระบบนำวิถีใส่แล้ว