หนิงเฉินพาเซียวเยี้ยนซีมาถึงหน้าประตู
หน้าประตูตำหนักอ๋อง มีนักพรตชราผู้หนึ่งยืนอยู่ เส้นผมและหนวดเคราขาวโพลน เปี่ยมด้วยกลิ่นอายเซียน... อีกคนเป็นบุรุษชุดขาว ใบหน้าซูบผอม สีหน้าเรียบเฉย ไม่ยิ้มแย้ม
ทั้งสองคือท่านเซียนหลวงและเซียนกระบี่หลิวไป๋อี
“ท่านเซียนหลวง ท่านเซียนกระบี่ผู้อาวุโส”
หนิงเฉินและเซียวเยี้ยนซีประสานมือคำนับ
ท่านเซียนหลวงมองหนิงเฉินแล้วกล่าวยิ้ม ๆ ว่า “ท่านอ๋อง ทำเช่นนี้มิได้ รีบลุกขึ้นเถิด”
ส่วนหลิวไป๋อีกลับมีสีหน้าเรียบเฉย
“ท่านเซียนหลวง ท่านเซียนกระบี่ผู้อาวุโส พวกท่านมาได้อย่างไร?”
ทั้งสองเป็นยอดฝีมือผู้เร้นกายจากโลกียวิสัย การที่พวกเขามาเยี่ยมเยียนด้วยตนเองทำให้หนิงเฉินประหลาดใจยิ่งนัก
ท่านเซียนหลวงลูบหนวดเคราขาวโพลน พลางกล่าวอย่างขุ่นเคืองว่า “มิใช่เจ้าให้คนส่งข่าวมาบอกพวกเราหรือ ว่าเจ้าถูกกู่หยินหยาง ให้พวกเราไปตามหาเจ้าที่แคว้นอู่ เพื่อช่วยถอนกู่หยินหยางให้?”
“พวกเราไปถึงตระกูลอวี้หลิวแห่งแคว้นอู่ จึงได้รู้ว่าเจ้าหายดีแล้วและกลับต้าเสวียนมา”
“ข้ากับเสี่ยวหลิววางใจไม่ลง จึงเดินทางท่องเที่ยวมาถึงเมืองหลวง... ที่จริงพวกเราอยู่เมืองหลวงมาพักหนึ่งแล้ว”
หนิงเฉินรู้สึกกระอักกระอ่วน เขาลืมเรื่องนี้ไปเสียสนิท
หนิงเฉินประสานมือคำนับ “ต้าเสวียนกำลังเผชิญมรสุม หลังถอนกู่หยินหยางในร่างแล้ว ข้าก็ขึ้นสู่สนามรบทันที จึงลืมแจ้งข่าวแก่ผู้อาวุโสทั้งสอง ต้องขออภัยอย่างยิ่งที่ทำให้พวกท่านเป็นห่วง ทั้งยังต้องเดินทางมาเยี่ยมด้วยตนเอง”
ท่านเซียนหลวงกล่าวยิ้ม ๆ ว่า “ข้าลองคำนวณดูแล้ว ท่านอ๋องเป็นผู้มีบุญวาสนา สวรรค์คุ้มครอง ย่อมไม่น่าจะเป็นอะไร...แต่ถึงอย่างไรก็ยังวางใจไม่ลง จึงมาหา เมื่อได้เห็นกับตาว่าท่านอ๋องปลอดภัย ข้าก็จะได้วางใจอย่างสิ้นเชิง”
