ฮ่องเต้เสวียนถอนพระทัย พระองค์ทรงรู้ดีว่าในเมื่อหนิงเฉินตัดสินใจแล้ว ต่อให้ทรงเกลี้ยกล่อมก็ไร้ประโยชน์
“เจ้าหนูตัวแสบ เจ้าออกศึกทางตะวันออกแล้ว เช่นนั้นเราก็ควรออกเดินทางได้แล้ว”
หนิงเฉินชี้ไปยังเซี่ยซืออวี่กับฮวาหลิงหลง แล้วกล่าวว่า “เสด็จพ่อ คนสองคนที่ข้าเคยบอกว่าจะให้ติดตามไปคุ้มครองพระองค์ก็คือพวกเขา
เสด็จพ่อเคยพบเซี่ยซืออวี่แล้ว เขาเป็นศิษย์พี่ใหญ่แห่งสำนักเงาปีศาจ
อีกคนคือคุณหนูใหญ่แห่งป้อมจิ้งเยว่ นามว่าฮวาหลิงหลง”
เซี่ยซืออวี่พลันคุกเข่าลง “สามัญชนเซี่ยซืออวี่ ถวายบังคมไท่ซ่างหวง!”
ฮวาหลิงหลงมองเซี่ยซืออวี่ แล้วคุกเข่าตามพร้อมเปล่งเสียงว่า “สามัญหญิงฮวาหลิงหลง ถวายบังคมไท่ซ่างหวง!”
หนิงเฉินมีสีหน้าตื่นตะลึง
เซี่ยซืออวี่ถึงกับคุกเข่าลง ช่างเหลือเชื่อยิ่งนัก
นี่เป็นครั้งแรกที่เขาเห็นเซี่ยซืออวี่คุกเข่า
ฮ่องเต้เสวียนทรงยิ้มแล้วตรัสว่า “รีบลุกขึ้นเถิด ไม่ต้องมากพิธี”
เซี่ยซืออวี่กับฮวาหลิงหลงลุกขึ้นยืน
หนิงเฉินถามด้วยสีหน้าใคร่รู้ว่า “ศิษย์พี่เซี่ย ท่านถึงกับยอมคุกเข่า เสน่ห์ของไท่ซ่างหวงยิ่งใหญ่ถึงเพียงนั้นเชียวหรือ?”
จากนั้นเขาหันไปกล่าวกับฮ่องเต้เสวียนว่า “เสด็จพ่อ ศิษย์พี่ของข้าผู้นี้เป็นคนที่ยอมคอหักแต่ไม่ยอมงอ ข้าไม่เคยเห็นเขาคุกเข่าให้ผู้ใดมาก่อนเลย”
ฮ่องเต้เสวียนทรงยิ้ม “จริงหรือ?”
หนิงเฉินพยักหน้า แล้วหันไปมองเซี่ยซืออวี่ด้วยความไม่เข้าใจ
เซี่ยซืออวี่กล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชาว่า “เพราะพระองค์เป็นฮ่องเต้ที่ดี ที่สำคัญยิ่งกว่านั้น พระองค์ทรงดีกับเจ้า”
หนิงเฉินชะงักไป ที่แท้ก็เป็นเพราะเหตุนี้เอง
ฮ่องเต้เสวียนกลับทรงปีติยินดี ถึงกับหัวเราะเสียงดัง “ศิษย์พี่ของเจ้าช่างมีเอกลักษณ์จริง ๆ”
