“รายงาน...”
ม้าเร็วตัวหนึ่งควบทะยานเข้ามา
คังเฉิงเหรินเห็นผู้มา ใบหน้าพลันมืดครึ้มลงไปกว่าครึ่ง
ผู้มาคือทหารสอดแนม คนที่เมื่อครู่คอยสร้างความขุ่นข้องให้เขา จนถูกเขาไล่ไปนั่นเอง กลับมาอีกแล้ว
คังเฉิงเหรินเห็นเขาทีไรก็ปวดหัว
เพราะทหารสอดแนมผู้นี้ไม่เคยพูดสิ่งใดให้ฟังเข้าหูสักครั้ง
ทหารสอดแนมควบม้ามาถึงตรงหน้า ดึงบังเหียนให้หยุด แล้วพลิกตัวลงจากหลังม้า คุกเข่าข้างเดียว “เรียนท่านแม่ทัพ กองทัพต้าเสวียนปะทะกับกองทัพเราในเมือง ฝ่ายเราเตรียมการไม่ทัน บัดนี้เริ่มปรากฏทีท่าพ่ายแพ้แล้ว
ขอท่านแม่ทัพโปรดไปบัญชาการ เพื่อเรียกขวัญกำลังใจของกองทัพเราด้วยขอรับ”
คังเฉิงเหรินซึ่งเดิมใบหน้ามืดครึ้มอยู่แล้ว บัดนี้ยิ่งดำมืดสนิท ราวกับก้นหม้อ
เขารู้อยู่แล้ว รู้อยู่แล้ว...เจ้าคนบัดซบนี่ไม่มีทางนำข่าวดีมาให้เขาได้แน่!
เขาทั้งตกใจทั้งโกรธ อดตวาดออกมาไม่ได้ “เปิ่นกวนไม่ได้สั่งให้ถอนทัพแล้วหรือ ใครขัดคำสั่งทหาร ไปปะทะกับกองทัพต้าเสวียน?”
ทหารสอดแนมกล่าวอย่างจริงจังว่า “กองทัพได้รับคำสั่งให้ถอนทัพ แต่ยังไม่ทันได้ถอย กองทัพต้าเสวียนก็ตามมาทัน ฝ่ายเราจำต้องรับมือโดยไม่มีทางเลือก ตั้งแต่เริ่มต้นก็เป็นฝ่ายเสียเปรียบแล้วขอรับ
ท่านแม่ทัพ โปรดไปบัญชาการรบ เรียกขวัญกำลังใจของกองทัพเราด้วยขอรับ”
มุมปากของคังเฉิงเหรินกระตุกไม่หยุด
จากนั้นเขาก็ตวาดใส่ทหารสอดแนมว่า “ถ่ายทอดคำสั่งเปิ่นกวน ให้กองธนูคอยคุ้มกัน ที่เหลือเร่งถอนทัพ ถอนออกไปได้เท่าใดก็เท่านั้น!
กองทัพต้าเสวียนมีกำลังมากกว่าเราเป็นสองเท่า อีกทั้งยังมีทัพหนิงอาน เราไม่มีทางชนะ เข้าใจหรือไม่?”
