หลังผ่านไปกว่าเดือน หนิงเฉินนำกองทัพหนิงอันมาถึงชายแดนตะวันตก
ชายแดนตะวันตกทั้งแดนหนองหนา ควันทรายฟุ้งกระจายเต็มฟ้า
องค์ชายสี่นำคนออกจากค่ายไปรับห่างออกไปถึงห้าลี้
เมื่อเห็นหนิงเฉิน องค์ชายสี่สะบัดตัวขึ้นจากหลังม้า ก้าวเท้าพรวดพราดรุดเข้ามาทันที
เผชิญหน้ากันครั้งแรก ก่อนจะกอดรัดแน่นหนิงเฉิน ด้วยความตื่นเต้นเอ่ยว่า “เจ้ามาสักที ตั้งแต่ก่อนข้าก็บอกให้เจ้ามาช่วยรบที่ชายแดนตะวันตกกับข้าแล้ว”
หนิงเฉินแย้มยิ้ม “ข่าวขององค์ชายสี่ได้ยินไวหนักหนานักนะ”
องค์ชายสี่หัวเราะก้อง “ไวอะไรกันหละ พระบรมราชโองการของฝ่าบาทส่งด้วยม้าเร็วแปดร้อยลี้ ถึงมานานแล้ว”
หนิงเฉินขึ้นสติสัปัญญาเล็กน้อย
องค์ชายสี่เอ่ยต่อ “ฝ่าบาทมีพระบรมราชโองการ ให้ข้าสนองพระองค์เจ้าทุกประการ...เดินเดินไป ไปเมืองกันก่อน วันนี้ต้องดื่มกันจนขาด!”
“พูดจริง ตอนอยู่เมืองหลวงก็ไม่มีโอกาสได้ดื่มกับเจ้าให้เต็มที่สักครั้ง วันนี้ต้องดื่มจนเมาไม่กลับกันเท่านั้น”
หนิงเฉินขึ้นหลังม้า นำกองทัพใหญ่มุ่งสู่เมืองซีกวนตามองค์ชายสี่
ระหว่างทาง หนิงเฉินเหลือบมององค์ชายสี่หนึ่งครั้ง “เจ้าทราบหรือไม่ ว่าเปิ่นหวังมาชายแดนตะวันตกเพื่อเหตุใด”
องค์ชายสี่เบิกตาโพลงมองเขา “เจ้าเพิ่งเรียกตัวเองว่าอะไรนะ?”
หนิงเฉินตั้งสติชั่วครู่ “ฝ่าบาทสถาปนาข้าเป็นอ๋องผู้พิทักษ์แคว้น องค์ชายสี่มิได้ทราบหรือ?”
องค์ชายสี่อ้าปากค้าง เต็มหน้าด้วยความตกตะลึง “เจ้าได้รับสถาปนาเป็นอ๋องแล้วหรือ?”
หนิงเฉินพยักหน้า
องค์ชายสี่เต็มไปด้วยความอิจฉา “นับแต่ก่อตั้งแผ่นดิน สถาปนาอ๋องต่างสกุลมาแล้วเพียงไม่กี่นาย หลังจากนั้นก็มิได้มีอีกเลย”
