ชิงหวังสังเกตเห็นแววตาของหนิงเฉินกับเฟิ่งฉีเจิ้งผิดปกติ จึงชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะยิ้มอย่างยั่วยวน “พวกท่าน...มองอะไรกัน?”
หนิงเฉินได้สติ กระแอมไอแก้เก้อ ก่อนกล่าวว่า “เอ่อ...ปลายลิ้นของท่านแดง นี่เป็นอาการไฟในใจลุกโชน ควรลดไฟลงเสียหน่อย”
ชิงหวังเลิกคิ้ว “ท่านอ๋องกำลังบอกเป็นนัยถึงสิ่งใดหรือ?”
หนิงเฉินชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเข้าใจความหมายทันที รีบกล่าวว่า “ท่านอย่าคิดมาก ข้าช่วยลดไฟให้ไม่ได้หรอก ไปหาชายบำเรอของท่านเถิด”
กล่าวจบก็ชี้ไปทางเฟิ่งฉีเจิ้ง “เหล่าเฟิ่งก็ช่วยได้เหมือนกัน”
เฟิ่งฉีเจิ้งตาเป็นประกาย ไม่เสียทีที่เป็นพี่น้องที่ดีของเขา ไม่ว่าเรื่องอะไรยังนึกถึงเขาเสมอ...แต่เขาควรปฏิเสธหรือไม่? ถึงอย่างไรในใจเขาก็มีเพียงเสี่ยวเยว่ ทว่าลิ้นของชิงหวังช่างคล่องแคล่วจริง ๆ เสียสละตัวเองสักหน่อยคงไม่เป็นไรหรอกกระมัง?
ชิงหวังไม่รู้เลยว่าในใจเฟิ่งฉีเจิ้งกำลังคิดฟุ้งซ่านเพียงใด นางปรายตามองเขาอย่างรังเกียจ แล้วหันไปมองหนิงเฉิน “เปิ่นหวังไปหานักร้องหนุ่มที่หน้าตาคล้ายท่านคนนั้นดีกว่า”
มุมปากหนิงเฉินกระตุกอย่างแรง เขาลุกขึ้นกล่าวว่า “ฟ้ามืดแล้ว ข้าขอตัวก่อน พรุ่งนี้ช่วงเช้าค่อยมาเยี่ยมใหม่”
ชิงหวังหัวเราะอย่างยั่วยวน “หรือจะพักค้างที่ตำหนักของเปิ่นหวังเสียเลย จะได้ไม่ต้องเดินทางไปกลับ”
หนิงเฉินยิ้ม “ข้าไม่ถือหรอก เกรงแต่ท่านจะไม่กล้ารับข้าไว้”
ชิงหวังเบ้ปาก “กินมื้อเย็นก่อนแล้วค่อยกลับเถิด”
จักรพรรดินีไม่อยู่ หนิงเฉินกับเฟิ่งฉีเจิ้งพักค้างที่จวนของนางคงไม่เหมาะสม แต่ร่วมโต๊ะอาหารสักมื้อยังพอได้
