หยวนหลงกับฉินเฉียวมาถึงแล้ว
ยังไม่ทันที่ทั้งสองจะได้คารวะ หนิงเฉินก็กล่าวด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึมว่า “กองกำลังที่จงซิวเหวินนำไปหายสาบสูญแล้ว”
เพียงประโยคเดียว ทำให้หยวนหลงกับฉินเฉียวตกตะลึงตาค้าง
หนิงเฉินกล่าวต่อว่า “ตามหลักแล้ว จงซิวเหวินควรกลับถึงด่านชายแดนภาคใต้นานแล้ว... แต่จนถึงตอนนี้ เขายังไม่กลับถึงด่านชายแดน”
ฉินเฉียวกับหยวนหลงมองหน้ากัน
นับรวมเชลยศึกด้วย จงซิวเหวินนำกำลังพลไปเกือบแปดหมื่นนาย ทั้งยังมีเสบียงและสิ่งของอีกนับไม่ถ้วน
หยวนหลงกล่าวว่า “หรือระหว่างทางจะมีเหตุให้ล่าช้าขอรับ?”
หนิงเฉินเหลือบมองเขา แต่ไม่ได้กล่าวอะไร
หยวนหลงหดคอลง และรู้สึกเองว่าเป็นไปได้ยาก
การเคลื่อนทัพมีกฎระเบียบ หากไปไม่ถึงตามกำหนดเวลา ก็ถือว่าละเมิดกฎทหาร เป็นโทษหนัก
แม้หนิงเฉินจะไม่ได้กำหนดเวลาที่จงซิวเหวินต้องกลับถึงด่านชายแดนภาคใต้ แต่จงซิวเหวินเองก็ควรจะรู้กำหนดการดี ตามหลักแล้ว ตอนนี้เขาควรกลับถึงด่านชายแดนภาคใต้มานานแล้ว
เฟิ่งฉีเจิ้งพึมพำว่า “ข้าว่าไอ้หมอนั่นคงเห็นแก่เงินจนตาลาย ขนเสบียงที่ริบมาได้จากสองเมืองไปด้วย จะไม่เกิดความโลภขึ้นมาก็คงยาก... บางทีอาจพาคนกับเสบียงหนีไปแล้วก็ได้
กำลังพลกับเสบียงมากมายขนาดนี้ ต่อให้ไปยังแคว้นเล็ก ๆ สักแห่ง ก็เพียงพอให้ตั้งตนเป็นใหญ่ได้แล้ว”
ฉินเฉียวสะดุ้ง รีบกล่าวว่า “ขอท่านอ๋องโปรดพิจารณาให้กระจ่าง กระหม่อมร่วมปกป้องด่านชายแดนภาคใต้กับแม่ทัพจงมาด้วยกัน คิดว่าพอจะเข้าใจเขาอยู่บ้าง... แม่ทัพจงไม่ใช่คนเช่นนั้นอย่างแน่นอน”
หนิงเฉินกล่าวด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึมว่า “เปิ่นหวังก็เชื่อในความภักดีของแม่ทัพจงเช่นกัน แต่สิ่งสำคัญที่สุดในตอนนี้คือต้องสืบให้รู้ก่อนว่าแม่ทัพจงอยู่ที่ใด เขาประสบเหตุอันใดกันแน่?
