เฟิ่งฉีเจิ้งนำคนบุกเข้าจวนราชครู
ใต้บันไดประตูชั้นใน มีชายฉกรรจ์สวมชุดรัดกุมนอนอยู่หลายคน ดูท่าทางคล้ายองครักษ์ประจำจวน
คนเหล่านี้ก็คือพวกที่ขวางประตูแล้วถูกเฟิ่งฉีเจิ้งชนกระเด็นเมื่อครู่นั่นเอง
“ฆ่าทิ้ง!”
เฟิ่งฉีเจิ้งสะบัดมือใหญ่สั่งการ
“ไว้ชีวิตด้วย! ขอร้องละ ไว้ชีวิตพวกเราด้วย...”
องครักษ์ที่ล้มอยู่บนพื้นทั้งหลายตกใจจนขวัญหนีดีฝ่อ รีบคลานขึ้นมาคุกเข่าโขกศีรษะร้องขอชีวิต
เฟิ่งฉีเจิ้งไม่หวั่นไหวแม้แต่น้อย
หนิงเฉินเคยกล่าวไว้หลายครั้งว่า บางคราวการใจอ่อนก็ไม่ใช่เรื่องผิด อย่างไรเสียพวกเราก็เป็นมนุษย์ มิใช่สัตว์เดรัจฉาน
แต่สำหรับศัตรูที่มีวรยุทธ์ จะใจอ่อนเด็ดขาดไม่ได้ เพราะคนพวกนี้อันตรายยิ่งนัก
องครักษ์เหล่านี้ดูปราดเดียวก็รู้ว่าล้วนมีฝีมือ
ดังนั้นเฟิ่งฉีเจิ้งจึงไม่ใจอ่อน สั่งทหารกองทัพดาบม่อหลายคนฟันดาบลงไป สังหารพวกเขาจนหมด
จากนั้นจึงนำคนบุกเข้าไปด้านใน
บ่าวไพร่ในจวนราชครูเห็นทหารกองทัพดาบม่อที่ดุดันราวหมาป่าและเสือ ก็หวาดกลัวจนกรีดร้องเสียงหลง
เฟิ่งฉีเจิ้งตะโกนเสียงดังว่า “ได้ยินมาว่านางงามอันดับหนึ่งแห่งหนานเยว่ คังเป่าเป่า พำนักอยู่ที่นี่ เปิ่นกวนให้เวลาพวกเจ้าครึ่งก้านธูป
ภายในครึ่งก้านธูป หากคังเป่าเป่ายอมออกมาเอง เปิ่นกวนจะใจกว้างปล่อยไปหนึ่งครั้ง
หากพ้นครึ่งก้านธูปแล้วยังไม่ปรากฏตัว ก็อย่าหาว่าเปิ่นกวนล้างจวนราชครูด้วยเลือด!”
คนในจวนราชครูได้ยินคำพูดของเฟิ่งฉีเจิ้ง ต่างตัวสั่นงันงก ขาอ่อนจนแทบยืนไม่อยู่
กาลเวลาผ่านไป!
ยิ่งเวลาใกล้ครบครึ่งก้านธูป คนในจวนราชครูก็ยิ่งหน้าซีดเผือด สาวใช้หลายคนถึงกับร้องไห้ แต่ก็ทำได้เพียงสะอื้นเบา ๆ
เฟิ่งฉีเจิ้งรอจนเริ่มหมดความอดทน
“เปิ่นกวนยังนึกว่าคังเป่าเป่าจะเป็นสตรีแปลกประหลาดที่เก่งกาจเพียงใด ที่แท้ก็เป็นแค่หญิงงามที่รักตัวกลัวตาย...ทหารกองทัพดาบม่อฟังคำสั่ง...”
