กู่เชวนเจียนเหรินขมวดคิ้ว จ้องชาวบ้านที่ถือฉมวกอยู่ฝั่งตรงข้าม ดวงตาวูบไหว
ชาวบ้านหมู่บ้านเทียนซือต่างตึงเครียดจนฝ่ามือมีเหงื่อชุ่ม
แม้พวกเขาจะร่างกายแข็งแรง แต่ถึงอย่างไรก็เป็นเพียงสามัญชน มิใช่ทหารที่กรำศึกทั่วสนามรบและเห็นความเป็นความตายมาจนชิน...ในสถานการณ์เช่นนี้ จะบอกว่าไม่หวาดกลัวย่อมเป็นไปไม่ได้
กู่เชวนเจียนเหรินมองออกเช่นกัน เขาหัวเราะเยาะอย่างโหดเหี้ยม แล้วเอ่ยเป็นภาษาเจาเหอว่า “ทหารหนุ่มเจาเหอทั้งหลาย อย่าหวาดกลัว พวกมันก็แค่ไพร่ตีนโคลนที่รู้จักแต่ลงทะเลหาปลา ภายนอกดูแข็งแกร่งแต่ข้างในกลวงโบ๋ ไม่คู่ควรให้หวั่นเกรง
ทุกคน บุกเข้าไปให้ข้า...ปล้นเสบียง ปล้นสตรี ปล้น...”
เสียงของเขาพลันถูกกลบด้วยเสียงครืนครั่น ราวกับทหารม้านับพันกำลังควบทะยาน
เสียงนั้นใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ
พวกเขาหันกลับไปมอง สีหน้าพลันเปลี่ยนเป็นซีดเผือด ตื่นตระหนกสุดขีด
แม้จะมิใช่ทหารนับพัน แต่กลับมีแรงกดดันน่าสะพรึงยิ่งกว่าทหารนับพัน
ผู้ที่นำหน้ามาสวมอาภรณ์สดใส ขี่ม้าศึกอย่างองอาจ
ส่วนคนที่เหลือล้วนร่างกำยำบึกบึน ถือดาบใหญ่รูปร่างประหลาด กลิ่นอายสังหารอันน่าสะพรึงแผ่เข้าปะทะหน้า ทำให้ผู้คนหวาดผวาจนใจสั่น
ธงรบโบกสะบัดต้องลม ส่งเสียงพรึ่บพรับ
มิใช่ทัพหนิงอานใต้บัญชาของหนิงเฉิน
เพราะบนธงรบด้านหนึ่งปักอักษร “หนิง” ส่วนอีกด้านปักอักษร “ดาบม่อ”
กู่เชวนเจียนเหรินผ่อนลมหายใจอย่างโล่งอกเล็กน้อย ขอเพียงไม่ใช่ทัพหนิงอานใต้บัญชาของหนิงเฉินก็พอ
เขาเริ่มปลอบเหล่าทหารเจาเหอที่กำลังหวาดหวั่น “ทุกคนอย่าตื่นตระหนก มิใช่ทัพหนิงอาน พวกมันมีจำนวนน้อยกว่าเรามาก น่าจะเป็นทหารลาดตระเวนชายฝั่งธรรมดาของต้าเสวียน ไม่มีอะไรให้หวาดกลัว”
