หนิงเฉินติดตามมู่เจ้าเจ้าออกจากนครหลวงแห่งแคว้นอู่
เฟิ่งฉีเจิ้ง เซียวเยี้ยนซี และอู๋เถียจู่ นำทหารทัพหนิงอานหนึ่งร้อยนายติดตามไปคุ้มกัน
สองวันต่อมา พวกเขาก็มาถึงตระกูลอวี้หลิว
ตระกูลอวี้หลิวเป็นหมู่บ้านแห่งหนึ่ง หากจะกล่าวให้ถูกคือค่ายหมู่บ้านที่มีภูเขาโอบล้อมสามด้าน ทั่วทั้งขุนเขาเขียวชอุ่ม ทิวทัศน์งดงามร่มรื่น
ผู้คนในตระกูลอวี้หลิวแทบไม่ติดต่อกับโลกภายนอก
ดังนั้นทัพหนิงอานจึงตั้งค่ายอยู่นอกค่ายหมู่บ้าน
เฟิ่งฉีเจิ้งกับเซียวเยี้ยนซีติดตามหนิงเฉินเข้าไป
รถม้าแล่นเข้าสู่ตระกูลอวี้หลิว
เพราะอาการของหนิงเฉินทรุดลงอย่างรวดเร็ว จนไม่อาจขี่ม้าได้อีก
ระหว่างทาง หนิงเฉินใช้เวลาส่วนใหญ่นอนหลับ
มู่เจ้าเจ้านำพวกเขามายังหน้าเรือนหอเพียงหลังเดียวในค่ายหมู่บ้าน
มีเพียงประมุขเผ่าสูงวัยแห่งตระกูลอวี้หลิว หรือก็คือมหาปุโรหิตคนก่อนเท่านั้น ที่มีสิทธิ์พำนักอยู่ที่นี่
ประมุขเผ่าสูงวัยเป็นหญิงชราผมขาวโพลน ใบหน้าเต็มไปด้วยริ้วรอย สีหน้าหม่นคล้ำ ดูแล้วเข้าหาได้ยาก
“อาจารย์!”
มู่เจ้าเจ้าเห็นหญิงชราที่ถือไม้เท้าเดินออกมา จึงรีบคารวะอย่างนอบน้อม
เซียวเยี้ยนซีค้อมกายเล็กน้อย “คารวะผู้อาวุโส!”
เฟิ่งฉีเจิ้งไม่ได้คารวะ เพราะกำลังอุ้มหนิงเฉินอยู่...หนิงเฉินยังคงหมดสติ
สายตาของหญิงชราจับจ้องหนิงเฉิน คิ้วขมวดเป็นร่องลึก พลางส่ายหน้าไม่หยุด
หัวใจเซียวเยี้ยนซีจมวูบ รีบถามว่า “ผู้อาวุโส เกิดอะไรขึ้นหรือ?”
“นี่คืออ๋องผู้สำเร็จราชการแห่งต้าเสวียนหรือ?”
หญิงชราเอ่ยขึ้น น้ำเสียงทุ้มต่ำแหบพร่า
มู่เจ้าเจ้าพยักหน้า “อาจารย์ เขาคืออ๋องผู้สำเร็จราชการแห่งต้าเสวียนผู้เลื่องชื่อลือนาม”
