คังเสี้ยวหวาดกลัวขึ้นมา ทั้งร่างสั่นเทาเล็กน้อย ตะโกนเสียงดังอย่างคนปากกล้าขาสั่นว่า “หนิงเฉิน หากมีความสามารถก็ฆ่าข้าด้วยดาบเดียวเสียตอนนี้เลย”
หนิงเฉินหัวเราะเยาะ “ฝันกลางวันไปเถอะ คิดได้งามนัก ฆ่าเจ้าด้วยดาบเดียว ย่อมเป็นการปรานีเกินไปสำหรับเจ้า
แต่เปิ่นหวังมีเรื่องหนึ่งจะถามเจ้า หากคำตอบทำให้เปิ่นหวังพอใจ ตอนลงโทษประจาน เปิ่นหวังจะสั่งให้คนลงมือเชือดเจ้าน้อยลงสักหลายมีด”
คังเสี้ยวมองหนิงเฉิน “เจ้าจะถามอะไร”
หนิงเฉินสบตาเขา เอ่ยถามทีละคำว่า “เจ้ารู้จักเย่ซิงเจวี่ยหรือไม่”
คังเสี้ยวชะงักไป ก่อนจะส่ายหน้าเบา ๆ “ไม่รู้จัก”
หนิงเฉินขมวดคิ้ว ท่าทีของคังเสี้ยวดูไม่เหมือนกำลังโกหก ทว่าคนทั้งสองต่างก็เกี่ยวข้องกับสภาพันแคว้น
“คังเสี้ยว เจ้ามีฐานะอะไรในสภาพันแคว้น”
คังเสี้ยวลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แล้วเงียบงันไม่ตอบ
หนิงเฉินหัวเราะเยาะ “ถึงขั้นนี้แล้ว ยังมีความหมายอะไรที่จะปิดบังอีก”
คังเสี้ยวถอนหายใจ “ข้าเป็นประมุขสภาพันแคว้น สภาพันแคว้นอยู่ในกำมือข้า”
หนิงเฉินโบกมือ “เจ้าไม่ได้พูดความจริง เบื้องหลังเจ้ายังมีคนอื่นอยู่”
สีหน้าคังเสี้ยวเปลี่ยนไปด้วยความตกใจ “เจ้ารู้ได้อย่างไร”
“สิ่งที่เปิ่นหวังรู้มีมากกว่าที่เจ้าคิดนัก...เพราะฉะนั้นขอเตือนว่าอย่าคิดหลอกลวงเปิ่นหวัง หากพูดผิดแม้แต่คำเดียว ตอนลงแล่เนื้อจะเพิ่มอีกสิบมีด”
คังเสี้ยวตัวสั่น “ไม่ผิด เบื้องหลังสภาพันแคว้นยังมีคนอีกคน แต่ข้าไม่รู้ว่าเขาเป็นใคร ไม่เคยเห็นหน้าตาที่แท้จริงของเขา สิ่งเดียวที่รู้คือวรยุทธ์ของเขาสูงส่งยิ่ง ข้าไม่ใช่คู่มือของเขา”
หนิงเฉินใจสะท้าน คังเสี้ยวเป็นถึงผู้เชี่ยวชาญวรยุทธ์ระดับเหนือชั้นแล้ว คนผู้นี้กลับเก่งกาจกว่าคังเสี้ยวเสียอีก
