หนิงเฉินกวาดตามองคังเฉิงเหริน “เจ้าเป็นสมาชิกเชื้อพระวงศ์หนานเยว่หรือ?”
คังเฉิงเหรินย้อนถาม “เจ้าคือหนิงเฉินหรือ?”
เหลยอานเตะเขาล้มลงกับพื้น แล้วตวาดอย่างเกรี้ยวกราด “เจ้าเป็นตัวอะไร ถึงกล้าเอ่ยนามอ๋องตรงๆ!”
คังเฉิงเหรินจ้องเขาเขม็ง พลางกล่าวอย่างเดือดดาล “จะฆ่าหรือจะเชือดก็แล้วแต่เจ้า แต่อย่าคิดจะหยามเกียรติข้า!”
หนิงเฉินฟังแล้วขบขัน
เขาอดเย้ยหยันไม่ได้ “แม่ทัพที่พ่ายศึก ดูท่าเจ้ายังไม่รู้สถานการณ์ของตัวเองสินะ”
แม้คังเฉิงเหรินจะถูกทหารทัพหนิงอานสองนายกดให้คุกเข่าต่อหน้าหนิงเฉิน แต่เขากลับเชิดหน้าขึ้นอย่างหยิ่งผยอง กล่าวอย่างไม่ละอายว่า “แพ้ชนะเป็นเรื่องธรรมดาของคนทำศึก ความสำเร็จหรือล้มเหลวเพียงชั่วคราว ไม่อาจใช้ตัดสินว่าใครเป็นวีรบุรุษ”
หนิงเฉินถูกเขาทำให้ขบขันอีกครั้ง
เขาโบกมือ “เช่นนั้นก็แปลว่าเจ้าไม่กลัวตายหรือ?”
คังเฉิงเหรินเชิดหน้าขึ้นอย่างเย่อหยิ่ง “เกิดมาจะยินดีอันใด ตายไปจะหวาดกลัวอันใด? บุรุษหนานเยว่ของเราไม่มีใครกลัวตาย คนที่กลัวตายย่อมไม่ใช่บุรุษหนานเยว่”
มุมปากหนิงเฉินกระตุก “วาทะคมคายเป็นชุดๆ เช่นนี้ เจ้าจะไปสอบระดับสูงหรือ?”
“แต่เปิ่นหวังชื่นชมความกล้าหาญที่ไม่หวั่นเกรงความตายของเจ้านัก เช่นนั้นเปิ่นหวังจะให้เจ้า...”
ภายใต้สายตาเปี่ยมความหวังของคังเฉิงเหริน หนิงเฉินเอ่ยออกมาสองคำอย่างเย็นชา “...ตายอย่างรวดเร็ว!”
สีหน้าคังเฉิงเหรินแข็งค้างในพริบตา เขาถึงกับอึ้งงัน
เขานึกว่าหนิงเฉินจะให้โอกาสเขา ที่ไหนได้กลับให้เขาตายอย่างรวดเร็ว
หนิงเฉินโบกมือ “เหลยอาน ลากออกไปประหาร!”
“ขอรับ!” เหลยอานค้อมกายรับคำสั่ง แล้วโบกมือ “ลากเขาออกไป!”
