เฟิ่งฉีเจิ้งรับบัญชา นำกองทัพดาบม่อไปช่วยเหลือ
หนิงเฉินยิ้มกริ่มมองคังเป่าเป่า “เป่าเป่า เรียกพ่อสิ”
พอพูดจบ มุมปากหนิงเฉินก็กระตุก...บัดซบ เขาพูดอะไรออกไปกันนี่?
เรื่องนี้จะโทษเขาก็ไม่ได้ ชื่อคังเป่าเป่านี่ ใครเรียกชื่อนางแล้วจะไม่อยากฉวยโอกาสบ้าง?
แต่คังเป่าเป่าดูจะไม่เข้าใจความหมายของคำพูดหนิงเฉิน บนหน้าผากเต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถาม
หนิงเฉินกระแอมหนึ่งครั้ง กล่าวว่า “องค์หญิงคัง ต้องขออภัยจริง ๆ เมื่อครู่ข้าพูดเสียงดังไปหน่อย โปรดอย่าถือสา”
คังเป่าเป่ามองเขาด้วยรอยยิ้มเย็นชา ในใจคิดว่า อยู่ดี ๆ ก็มาเอาอกเอาใจ ย่อมต้องมีแผนชั่วหรือคิดลักขโมยแน่!
หนิงเฉินยิ้มแฉ่งกล่าวว่า “องค์หญิงคัง คนตรงไม่พูดอ้อมค้อม เปิ่นหวังอยากได้ตัวเจ้า จึงตัดสินใจจะนอนกับเจ้าคืนนี้”
เซียวเยี้ยนซีมีสีหน้าตะลึงงัน นี่...เปิดเผยเกินไปแล้วกระมัง แต่นางมิได้แสดงอารมณ์อื่นใด เพราะจากที่นางรู้จักหนิงเฉินมา เขาไม่ใช่คนที่ถูกตัณหาครอบงำ มิฉะนั้นตันไทชิงเยว่คงติดตามเขามานานเพียงนั้นไม่ได้ โดยยังคงเป็นหญิงพรหมจรรย์อยู่
คังเป่าเป่าตัวแข็งทื่อไปทั้งร่าง!
คนผู้นี้พูดจาหยาบคายและโจ่งแจ้งเกินไปแล้ว!
นางทั้งอับอายทั้งโกรธ กล่าวอย่างดูแคลนว่า “ไม่คิดเลยว่าจอมกวีแห่งต้าเสวียนจะพูดจาหยาบโลนถึงเพียงนี้ ช่างน่ารังเกียจนัก”
“ข้าบอกว่าจะนอนกับเจ้า นี่หยาบโลนตรงไหน? ถ้าเช่นนั้นข้าเปลี่ยนเป็นคำพูดที่ไพเราะกว่านี้...” หนิงเฉินครุ่นคิดครู่หนึ่ง แล้วกล่าวต่อว่า “องค์หญิงคัง พรุ่งนี้เช้าข้าอยากตื่นขึ้นมาพร้อมกับเจ้า แบบนี้พอใจหรือไม่?”
คังเป่าเป่าโกรธจนตัวสั่น ชี้หน้าหนิงเฉิน “เจ้า เจ้า...”
