เจ็ดวันต่อมา หนิงเฉินนำทัพใหญ่มาถึงเมืองปี้ลั่ว
เมืองปี้ลั่วเป็นหนึ่งในเมืองที่มั่งคั่งที่สุดของหนานเยว่ แต่ถูกหนิงเฉินปล้นจนเกลี้ยงไปนานแล้ว
เมืองอันมั่งคั่งแห่งนี้ บัดนี้เต็มไปด้วยความโกลาหล ราษฎรต่างหนีเอาชีวิตรอด แทบกลายเป็นเมืองร้าง
หนิงเฉินพักทัพที่เมืองปี้ลั่วหนึ่งวัน แล้วจึงออกเดินทางต่อ
สิบวันต่อมา ก็มาถึงเมืองฉีมู่
เพราะสิ่งของที่นำมามีมากเกินไป ความเร็วในการเดินทัพจึงเชื่องช้า
พริบตาเดียวก็ผ่านไปอีกยี่สิบกว่าวัน หนิงเฉินใกล้จะถึงเมืองวั่งเยว่ของแคว้นเกาลีแล้ว
แต่หนิงเฉินไม่กล้าประมาทแม้แต่น้อย
เสบียงและสิ่งของที่พวกเขานำมานั้น อย่าว่าแต่คนคนเดียวเลย มากพอจะทำให้ทั้งแคว้นเกิดความโลภได้
ในเวลาเดียวกันนั้น คังหลัวซึ่งอยู่ห่างไกล ณ เซียงโจวก็ได้รับข่าวเช่นกัน
ระยะนี้อารมณ์ของคังหลัวไม่สู้ดีนัก
เพราะเรื่องว่าจะยกทัพโจมตีก่อนหรือไม่ เขากับจางเทียนหลุนจึงมีปากเสียงกันอย่างไม่รื่นรมย์
อีกเรื่องหนึ่งก็คือ ระยะนี้เขาฝันร้ายติด ๆ กัน และมักฝันซ้ำเรื่องเดิม นั่นคือฝันว่าหนิงเฉินนำทัพบุกยึดพระนครหนานเยว่ ทั้งยังขืนใจคังเป่าเป่าต่อหน้าต่อตาเขา กระทั่งฟันพระเศียรของพระบิดาด้วยดาบเดียว
คังเสี้ยวปลอบเขาว่า เป็นเพราะช่วงนี้เหน็ดเหนื่อยเกินไปและพักผ่อนไม่เพียงพอ!
อีกเรื่องที่ทำให้เขาหงุดหงิดเป็นอย่างยิ่งก็คือ จงซือปั่ยเจ้าคนโง่ถูกจางเทียนหลุนควบคุมเอาไว้
จางเทียนหลุนอ้างว่าจะดูแล จึงรับบุตรของจงซือปั่ยไปเลี้ยงไว้ข้างกาย... ส่งผลให้ยามนี้จงซือปั่ยทำสิ่งใดก็หวาดระแวง ไม่กล้าตัดสินใจ
คังหลัวหงุดหงิดจนแทบคลั่ง
