หนิงเฉินมองเขาแล้วถามว่า “สาส์นลับล่ะ”
“ขอท่านโหวรอสักครู่พ่ะย่ะค่ะ!”
หานจี้หันไปคลำค้นบนโต๊ะอยู่ครู่ใหญ่ พลางบ่นพึมพำว่า “ประหลาด...ข้าน้อยจำได้ว่าวางไว้บนโต๊ะ ทำไมหาไม่เจอเลยนะพ่ะย่ะค่ะ”
หนิงเฉินยิ้มเยาะเย้ย มองดูการแสดงของเขาอยู่เงียบ ๆ
“หยุดค้นเถอะ มันคงกลายเป็นเถ้าถ่านไปนานแล้วไม่ใช่หรือ”
สีหน้าหานจี้เย็นชาไปทันที
หนิงเฉินถามว่า “เจ้าได้อ่านสาส์นฉบับนั้น ข้างในเขียนเรื่องอะไรไว้”
หานจี้หัวเราะแห้ง ๆ “ข้าน้อยจำได้ไม่ค่อยดีแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
หนิงเฉินสั่นคอ “เหตุใดจึงไม่นำสาส์นไปมอบให้เกิงจื่ออี”
หานจี้ยิ้มประจบประแจง “ท่านเกิ่งท่านยุ่งกับราชการมากมาย เรื่องในสาส์นก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไร ข้าน้อยจึงมิได้ถวายรายงานพ่ะย่ะค่ะ”
หนิงเฉินหัวเราะเยาะ
เกิงจิงเบ้หน้านิ่ง กล่าวว่า “เจ้าว่าจำเนื้อความในสาส์นไม่ได้ แล้วเป็นหนอยอย่างไรจึงว่าเรื่องในสาส์นไม่สำคัญได้”
สีหน้าหานจี้เย็นชาอีกครั้ง พูดอู้อี้ว่า “ห...หม่อมฉันนึกขึ้นได้แล้วพ่ะย่ะค่ะ ในสาส์นว่าที่เมืองชั้นนอกมีคนชกต่อยกัน ทั้งหมดก็แค่เรื่องเล็ก ๆ คงมีใครมาก่อกวน ข้าน้อยจึงมิได้ถวายรายงานท่านเกิ่ง”
“ชกต่อยกัน? เรื่องเล็ก ๆ?” หนิงเฉินจ้องเขาอย่างเย็นชา “ข้าจะบอกให้ว่าในสาส์นฉบับนั้นเขียนอะไรไว้”
“เรือนตระกูลเกาในเมืองชั้นใน ลักพาตัวคน กุดชีวิตผู้บริสุทธิ์ราวกับตัดหญ้า ขอรีบช่วยไว้ด้วย!”
“เจ้าจะบอกข้าว่านี่คือเรื่องเล็ก ๆ งั้นหรือ”
สีหน้าหานจี้ซีดขาว แต่ก็มิได้ตกใจ กล่าวว่า “ท่านโหว สิ่งที่หม่อมฉันอ่านเห็นมิใช่เช่นนี้แน่พ่ะย่ะค่ะ หากสำคัญถึงเพียงนี้ หม่อมฉันกล้าแอบปิดบังไว้คนเดียวเช่นไร”
