ยามเย็น แสงอาทิตย์อัสดงคล้อยต่ำ
พานอวี่เฉิงกำลังเกาศีรษะ ครุ่นคิดว่าพรุ่งนี้จะใช้ข้ออ้างอะไรให้กองทัพใหญ่ได้พักอีกวัน
ขณะนั้นเอง ทหารสอดแนมนอกกระโจมก็ขอเข้าพบ
“เข้ามา!”
ม่านกระโจมถูกเปิดออก ชายหนุ่มผู้ปราดเปรียวและแข็งแรงก้าวเข้ามาอย่างรวดเร็ว
“คารวะท่านแม่ทัพพาน!”
พานอวี่เฉิงยกมือขึ้นเล็กน้อย กล่าวว่า “ลุกขึ้นพูดเถิด”
“ขอบคุณท่านแม่ทัพ!” ทหารสอดแนมลุกขึ้นยืน ใบหน้าเปี่ยมด้วยความตื่นเต้น กล่าวขึ้นว่า “ท่านแม่ทัพพานคาดการณ์ได้แม่นยำดุจเทพจริงๆ พวกเราพบรอยเท้าและรอยกีบม้าอยู่ใกล้เนินเขาและป่าทึบทั้งสองฟากฝั่งอีกด้านของผาผาหลิน
“ในเนินเขาและป่าทึบนั่น ต้องมีกำลังซุ่มโจมตีอยู่แน่นอน”
แววตาพานอวี่เฉิงหดเล็กลงเล็กน้อย เขาคิดในใจว่า มิใช่ข้าคาดการณ์ได้แม่นยำดุจเทพหรอก ทั้งหมดนี้หนิงเฉินคาดการณ์ไว้ล่วงหน้าแล้ว
หนิงเฉินเคยกล่าวว่า ในเมื่อเป็นการซุ่มโจมตี จำนวนทหารของศัตรูย่อมไม่มากนัก และน่าจะเป็นกองทหารม้าทั้งหมด
ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขาไม่กล้าโจมตีกองทัพใหญ่ ดังนั้นเป้าหมายของพวกเขาจึงเป็นค่ายเสบียง คิดจะชิงหรือเผาเสบียงทิ้ง
พานอวี่เฉิงไม่กังวล เพราะหนิงเฉินเคยใช้กระบะทรายจำลองสถานการณ์ให้เขาดูแล้ว ว่าหากพบเหตุการณ์เช่นนี้ควรรับมืออย่างไร
อยากแตะต้องเสบียงของกองทัพข้าอย่างนั้นหรือ? เกรงว่าพวกเจ้าจะมาได้ แต่กลับไปไม่ได้เสียแล้ว...พานอวี่เฉิงคิดในใจ
จากนั้นเขาก็สั่งให้ทหารสอดแนมไปเชิญเหล่านายทหารในกองทัพมา
......
รุ่งเช้าวันถัดมา
พานอวี่เฉิงนำกองทัพใหญ่เคลื่อนผ่านผาผาหลิน
ภายในป่าทึบ ทหารสอดแนมของหนานเยว่และจางเทียนหลุนจับตาความเคลื่อนไหวของกองทัพใหญ่ที่พานอวี่เฉิงนำอยู่อย่างลับๆ พร้อมส่งข่าวกลับไปไม่หยุด
