หนิงเฉินรู้สึกซาบซึ้งในพระกรุณาของจักรพรรดินีเป็นอย่างยิ่ง
ครั้งนั้นจักรพรรดินีวางยาเพื่อขโมยเชื้อจากเขา ทำให้เขาเคยขุ่นเคืองจักรพรรดินีอยู่ไม่น้อย
บัดนี้ เมื่อมองบุตรชายและธิดาคู่หนึ่งที่ทั้งว่านอนสอนง่ายและรู้ความ จู่ ๆ หนิงเฉินก็รู้สึกว่าจักรพรรดินีช่างเป็นยอดคนเหนือผู้ใด
ที่จักรพรรดินีวางยาเพื่อขโมยเชื้อจากเขาในครั้งนั้น ก็เพราะเห็นว่าสายเลือดของเขาเลิศล้ำ ตอนนั้นจักรพรรดินีเคยกล่าวว่า บุตรของพวกเขาจะกลายเป็นจักรพรรดิผู้ทรงธรรมในยุคหนึ่ง
แม้อู่ซือจวินจะยังอายุไม่ถึงห้าขวบ แต่คำพูดคำจามีลำดับความคิด อากัปกิริยาล้วนเป็นระเบียบ...ดังคำกล่าวที่ว่า มองเด็กสามขวบก็เห็นไปถึงวัยชรา เด็กคนนี้ภายหน้าต้องโดดเด่นอย่างแน่นอน
ส่วนมะนาวน้อย ตอนนี้ยังมองอะไรไม่ออก
ที่จริงก็ไม่เป็นไร หนิงเฉินเพียงหวังว่ามะนาวน้อยจะมีความสุขในวันหน้า ไม่ถูกขนบธรรมเนียมจุกจิกของโลกนี้พันธนาการ
จักรพรรดินีมองหนิงเฉินที่กำลังอุ้มบุตรทั้งสอง ใบหน้าเปี่ยมด้วยความอ่อนโยน แล้วเผยรอยยิ้มบาง ๆ
ครู่ต่อมา สายตาของนางก็เลื่อนไปหยุดที่เซียวเยี้ยนซี
เซียวเยี้ยนซีพลันเกร็งไปทั้งร่าง บารมีของจักรพรรดินีแข็งแกร่งเหลือเกิน นางรู้สึกราวกับถูกพลังปราณอันทรงอำนาจปกคลุมไว้
นางรีบก้าวไปข้างหน้าสองก้าว โน้มกายคำนับ “สามัญหญิงเซียวเยี้ยนซี ขอถวายบังคมจักรพรรดินี!”
จักรพรรดินีเชิดคางมองนาง ถามเสียงเรียบว่า “เจ้าเป็นสตรีของหนิงเฉินหรือ?”
เซียวเยี้ยนซีรู้สึกประหม่าอยู่บ้าง ตอบเสียงเบาว่า “เพคะ!”
จักรพรรดินีพยักหน้าเล็กน้อย กล่าวขึ้นว่า “หน้าตาก็งามไม่น้อย สายตาเลือกสตรีของหนิงเฉินเฉียบคมมาโดยตลอด เดิมทีเราคิดว่าสตรีคนถัดไปของเขาคงเป็นตันไทชิงเยว่ ไม่คิดว่าเจ้าจะชิงตัดหน้าไปก่อน
