เสิ่นชิงฉือรออยู่ตรงหัวมุมถนนนานแล้ว แต่ก็ยังไม่เห็นเงาของเด็กน้อยทั้งสอง
เธอขมวดคิ้ว กดโทรหานาฬิกาโทรศัพท์เสี่ยวเทียนไฉของเสิ่นหวยจิ่น
เสียงเรียกเข้าดังอยู่นานกว่าสิบวินาที แต่ไม่มีใครรับสาย
นี่ไม่เหมือนนิสัยของพวกเขาเลย
เด็กทั้งสองไม่เคยขาดการติดต่อไปโดยไม่มีเหตุผล ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการไม่รับโทรศัพท์
หัวใจเสิ่นชิงฉือหล่นวูบ กำลังจะลงจากรถไปตามหา จู่ ๆ ประตูก็ถูกเปิดออก เสิ่นหวยอวี๋กับเสิ่นหวยจิ่นปีนขึ้นรถมาตามลำดับ
“หม่าม้า!” ทันทีที่ขึ้นรถ เสิ่นหวยอวี๋ก็อดพูดไม่ได้
“เมื่อกี้มีคุณลุงแปลก ๆ มาหาพวกเรา แถมยังเตรียมของขวัญมาให้ด้วย หนูอยากแกะดูมากเลยว่าข้างในเป็นอะไร แต่สุดท้ายก็อดใจไว้ได้ค่ะ”
เธอพูดพลางทำท่าประกอบ “พูดจริง ๆ นะ หนูกลัวนิดหน่อย... คุณลุงคนนั้นตัวสูงมาก หนูต้องเงยหน้าถึงจะเห็นหน้าเขา”
เส้นประสาทของเสิ่นชิงฉือตึงขึ้นทันที “คุณลุงแปลก ๆ คนไหน?”
“ก็คุณลุงที่เคยถามพวกเราว่าคุณพ่อเป็นใคร ที่บ้านคุณน้าสวีมี่คราวก่อนน่ะค่ะ”
เสิ่นหวยอวี๋เอียงคอคิดอยู่ครู่หนึ่ง “เหมือนจะแซ่ฟู่ค่ะ”
ฟู่ซือเหิง
ปลายนิ้วของเสิ่นชิงฉือเกร็งแน่น
ถึงกับตามมาถึงโรงเรียนอนุบาลเลยหรือ
ตอนหย่ากันในวันนั้นตกลงกันไว้แล้วว่า ต่างคนต่างใช้ชีวิตของตัวเอง และห้ามไปรบกวนกัน
แต่ตอนนี้เขากลับตามตื๊อไม่เลิก ราวกับวิญญาณตามหลอกหลอน
“ต้าเป่า เอ้อร์เป่า” น้ำเสียงของเธอขรึมลง “เขาพูดอะไรกับพวกหนูหรือเปล่า?”
เสิ่นหวยจิ่นส่ายหน้า “ไม่ได้พูดอะไรครับ”
เสิ่นหวยอวี๋ก็นึกทบทวนตาม ก่อนยืนยันว่า “ไม่มีค่ะ”
เธอแค่เติมคำพูดไว้ในใจเงียบ ๆ ว่า คุณลุงคนนั้นเสียงเพราะใช้ได้ หน้าตาก็ดี แค่เย็นชาไปหน่อย
เสิ่นชิงฉือผ่อนลมหายใจอย่างโล่งอกเล็กน้อย แต่ก็ยังไม่ลืมกำชับ
“คราวหน้าถ้าคุณลุงแปลก ๆ คนนั้นมาหาอีก อย่าคุยกับเขา จำไว้วิ่งหนีไปให้ไกลที่สุด”
