คุณย่าฟู่ตื่นเต้นเกินไปชั่วขณะ หัวใจจึงต้องรับภาระหนักขึ้นกะทันหัน ดวงตาพลันมืดมิด ก่อนจะหมดสติไป
ก่อนหมดสติ นางยังพึมพำเสียงอู้อี้ว่า
“เหลน... เหลน...”
“รีบช่วยฉันตามหาเหลนกลับมา”
ฟู่ซือเหิงขมวดคิ้ว ก่อนจะโทรศัพท์ไปยังโรงพยาบาลเอกชนของตระกูลฟู่ทันที
ไม่ถึงสิบนาที รถพยาบาลก็แล่นมาถึงอย่างรวดเร็ว เจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ยกคุณย่าฟู่ขึ้นเปลอย่างคล่องแคล่ว แล้วรีบนำตัวส่งห้องผู้ป่วยหนัก
ตลอดทาง เสียงเครื่องติดตามสัญญาณชีพดังถี่กระชั้น กลิ่นยาฆ่าเชื้ออบอวลในอากาศ บรรยากาศตึงเครียดจนแทบหายใจไม่ออก
เมื่อคุณนายหลินทราบข่าวก็รีบรุดมาที่โรงพยาบาล แม้แต่แต่งหน้าก็ยังไม่ทัน ใบหน้าซีดเซียวอิดโรย ดวงตาแดงก่ำและเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า พอเห็นฟู่ซือเหิง น้ำตาก็ไหลพรั่งพรูออกมาไม่หยุด
“ซือเหิง ย่าของลูกอายุแปดสิบแล้วนะ ถ้าเกิดเรื่องขึ้นมาจริง ๆ จะทำยังไงดี!”
เดิมทีสมาชิกในตระกูลฟู่ก็มีน้อยอยู่แล้ว ตลอดหลายปีที่ผ่านมาเธอกับสามีมีลูกชายเพียงคนเดียวคือซือเหิง หากคุณย่าจากไปอีกคน บ้านก็จะยิ่งเงียบเหงา
ฟู่ซือเหิงตบไหล่เธอเบา ๆ แล้วปลอบเสียงแผ่วว่า
“ไม่ต้องห่วงครับ ไม่มีอะไรหรอก ผมจะเชิญหมอที่เก่งที่สุดในโลกมารักษาคุณย่า”
คุณย่าป่วยเป็นโรคหัวใจ เขาติดต่อผู้เชี่ยวชาญด้านนี้จากอเมริกาไว้แล้ว พรุ่งนี้อีกฝ่ายก็จะบินมารักษาคุณย่า
แต่คุณนายหลินกลับร้องไห้หนักกว่าเดิม น้ำเสียงเจือความจนใจและปวดใจ
“แม่เชื่อว่าสิ่งที่คุณย่าอยากเห็นยิ่งกว่านั้น คือการที่ลูกสร้างครอบครัวและตั้งหลักปักฐานได้ ตลอดหลายปีมานี้ นี่เป็นความปรารถนาเดียวของท่าน ซือเหิง ฟังแม่กับคุณย่าสักครั้ง แล้วลงหลักปักฐานให้ดีได้ไหม?”
ฟู่ซือเหิงเงียบไป
เขานึกถึงช่วงวินาทีสุดท้ายก่อนคุณย่าหมดสติ นางยังคงเอ่ยคำว่า “เหลน” ในใจจึงหวั่นไหวขึ้นมาเล็กน้อย
