ซูเนี่ยนยิ้มอย่างอ่อนโยนและวางตัวได้อย่างเหมาะสม
“คุณหนูเสิ่น ฉันไม่ได้มีเจตนาอื่น...”
“แค่อยากให้คุณมีความสุข อย่าจมอยู่กับอดีตตลอดไปเลยนะ ได้ไหม?”
แม้ทุกคำที่พูดจะฟังดูเข้าอกเข้าใจคนอื่น แต่ทุกประโยคล้วนตีตราเสิ่นชิงฉือว่าเป็นคนคอยตามตื๊ออดีตสามี
เสิ่นชิงฉือแทบอยากปรบมือให้เธอ
ฝีมือการเป็นสาวชาเขียวระดับนี้ ถ้าไม่ไปเล่นละครชิงอำนาจในวังหลวงก็น่าเสียดายแย่
เธอไม่พูดอะไร เพียงยกข้อมือขึ้นช้า ๆ รอยแดงที่ฟู่ซือเหิงบีบจนเป็นรอยยังเห็นชัดอยู่บนนั้น ตัดกับผิวขาวผ่องจนสะดุดตา
“คุณหนูซู คนที่คอยรบกวนและตามตื๊ออยู่ตลอด ดูเหมือนจะไม่ใช่ฉันนะคะ”
สายตาของซูเนี่ยนเลื่อนไปหยุดที่รอยแดง รูม่านตาหดลงเล็กน้อย ก่อนสีหน้าอ่อนแอจะกลับมาเป็นปกติ
เธอหันไป น้ำเสียงเจือความเป็นห่วงอย่างพอเหมาะพอดี
“ซือเหิง เมื่อกี้พวกคุณ...เกิดอะไรขึ้นเหรอ?”
เธอมองฟู่ซือเหิงด้วยสายตาที่เหมือนกำลังบอกว่า “ฉันเป็นห่วงคุณมาก”
คำพูดมีไม่มาก แต่กลับเปิดช่องให้คนที่ยืนมองอยู่จินตนาการกันไปได้เต็มที่
เสิ่นชิงฉือมองละครสองคนเล่นตรงหน้าแล้วรู้สึกสะอิดสะเอียนจนแทบทนไม่ไหว
ไม่รู้ทำไม เมื่อก่อนฟู่ซือเหิงถึงชอบนิสัยอ่อนโยนราวกับดอกไม้ที่คอยปลอบประโลมใจของซูเนี่ยนนัก
เหมือนเวลาอยู่กับเธอแล้วเขาจะรู้สึกผ่อนคลาย
แต่ตอนนี้กลับรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาอย่างไม่มีเหตุผล เขาหันข้าง กดหางตาลง แล้วพูดกับเสิ่นชิงฉือเสียงเย็นชา
“ผมกับเธอไม่ได้เป็นอย่างที่คุณคิด”
พูดออกไปแล้วเขาถึงเพิ่งรู้ตัวว่ากำลังอธิบายให้เธอฟัง
“พวกคุณจะเป็นอะไรก็เรื่องของพวกคุณ” เสิ่นชิงฉือไม่อยากพูดอะไรให้มากความอีกแม้แต่คำเดียว เธอหมุนตัวเดินจากไปอย่างฉับไว “แค่อย่ามายุ่งกับฉันก็พอ”
เธอจากไปอย่างเด็ดขาด ไม่ลังเลแม้แต่น้อย
ซูเนี่ยนมองแผ่นหลังของเสิ่นชิงฉือที่กำลังเดินจากไป ความเป็นห่วงบนใบหน้าพลันหายวับไปจนหมดสิ้น
