เมื่อเห็นกองทัพกบฏโถมเข้ามาราวคลื่นซัด เอ้อโหลวเดิมทีมิได้หวาดหวั่น อย่างมากก็เพียงขี่ห่านบินขึ้นฟ้า แล้วโปรยก้อนหินกับน้ำพริกลงไปก็จบ
แต่ฝ่ายตรงข้ามมีผู้บำเพ็ญขั้นสร้างรากฐานถึงสามคน เช่นนี้ก็รับมือไม่ไหวแล้ว
ความได้เปรียบจากการโจมตีทางอากาศที่เคยมี พลันมลายสิ้น
เมื่อต้องเผชิญหน้ากับผู้บำเพ็ญขั้นสร้างรากฐานทั้งสามที่โถมเข้ามาด้วยท่าทีดุดัน และกองทัพกบฏดำมืดเต็มพรืด
ทุกคนต่างมีสีหน้าเคร่งเครียด ถึงขั้นเตรียมใจตายในการศึกครั้งนี้ไว้แล้ว
ผมสีเงินของซือหม่าอี้พลิ้วไหวเองทั้งที่ไร้ลม ดวงตาสีแดงฉายแววอำมหิตกระหายเลือดอย่างน่าขนลุก
แม้แต่ดวงตาสีดำที่เคยสงบนิ่งและมีเหตุผล บัดนี้ก็เริ่มมีเส้นเลือดแดงก่ำปรากฏขึ้น
ใต้ภูเขาปากอสรพิษมีคนหลายพัน ทว่ามีเพียงจี้ชางที่ยังคงสีหน้าไม่แปรเปลี่ยน ท่วงท่าสงบนิ่ง ราวกับกำลังเผชิญหน้ากับไก่ดินสุนัขป่า
ยามนี้เขายืนอยู่บนก้อนหินใหญ่เพียงลำพัง มือทั้งสองไพล่หลัง เงยหน้ามองฟ้า คล้ายไม่เห็นกองทัพกบฏอยู่ในสายตา
ท่าทางนั้นหยิ่งผยองยิ่งกว่าห่านตัวใหญ่เสียอีก
เอ้อโหลวขี่ห่านลงมาหยุดด้านหลังจี้ชางแล้ว กระซิบเตือนเสียงเบา
“พี่จี้ พอได้แล้วกระมัง อีกฝ่ายมีผู้บำเพ็ญขั้นสร้างรากฐานถึงสามคนเชียวนะ!”
เขาเป็นห่วงจี้ชางจริง ๆ หากยังเสแสร้งต่อไป เกิดพลาดพลั้งขึ้นมาคงแย่แน่
“ยอดฝีมือหรือ? ยอดฝีมืออยู่ที่ใด?”
จี้ชางเหลือบตามองไปข้างหน้า
“เจ้าหมายถึงเจ้าทึ่มสามคนนั่นบนฟ้าหรือ?”
“ก็แค่เอาป้ายมาปักขายหัวเท่านั้น!”
เสียงของจี้ชางไม่ดังไม่เบา ทว่าดังพอให้ผู้บำเพ็ญขั้นสร้างรากฐานทั้งสามบนฟ้าได้ยินพอดี
ทั้งสามพลันรู้สึกอัปยศอดสูอย่างยิ่ง นับแต่บรรลุขั้นสร้างรากฐานมา พวกเขาล้วนได้รับความเคารพจากผู้คน ไม่เคยถูกใครดูแคลนเช่นนี้มาก่อน
“เด็กปากยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม!”
“อย่าได้กำเริบเสิบสาน!”
“เจ้าคนต่ำต้อย รนหาที่ตาย!”
ทั้งสามพุ่งเข้าใส่จี้ชางจากคนละทิศทาง มือเริ่มร่ายวิชาอันเกรียงไกรไร้ผู้ใดเทียบ
ผู้บำเพ็ญขั้นสร้างรากฐานไม่อาจเหาะเหินได้ด้วยตนเอง ต้องอาศัยศาสตราวิเศษจึงจะทะยานขึ้นฟ้าได้
เช่นนี้ย่อมเกิดปัญหาประการหนึ่ง ผู้บำเพ็ญส่วนใหญ่ไม่ได้มั่งคั่งนัก