เอ้อโหลวอาศัยอยู่บนภูเขามาหลายเดือน บัดนี้ก็ถึงฤดูเพาะปลูกในฤดูใบไม้ผลิอีกครั้ง
ฤดูหนาวปีก่อนหิมะไม่ตก จวบจนบัดนี้ก็ยังไม่มีฝนแม้แต่หยดเดียว
ยามนี้เขากำลังเดินไปตามทางเล็กในชนบท ทว่าในยามดึกดื่นเช่นนี้กลับมีผู้คนเดินสวนกันขวักไขว่ จำนวนไม่น้อยไปกว่ากลางวันเลย
แต่ทุกคนต่างเดินทางกันอย่างเร่งรีบ แทบไม่มีใครสนใจเอ้อโหลว
ยามนี้ตราบใดที่ไม่แย่งแหล่งน้ำกับพวกเขา ต่อให้เป็นราชันสวรรค์ลงมา ผู้คนก็คร้านจะใส่ใจ
ผู้คนที่อยู่ห่างจากแหล่งน้ำมาก ต่างต้องใช้วิธีหาบน้ำหรือแบกน้ำจากต้นทาง แล้วเทลงในนาของตน
แต่เจ้าของนาที่อยู่ใกล้แหล่งน้ำย่อมไม่ยินยอม ยุคนี้การแย่งน้ำก็ไม่ต่างจากแย่งเสบียงอาหาร
ระหว่างทาง เขาเห็นผู้คนทะเลาะวิวาทแย่งชิงแหล่งน้ำกลางทุ่งนามาแล้วกว่าสิบครั้ง
เอ้อโหลวได้แต่ยินดีที่ที่ดิน 50 หมู่ของเขาอยู่ใกล้ตาน้ำบนภูเขาปากอสรพิษ ทำให้ได้เปรียบอย่างยิ่งในปีที่แห้งแล้งเช่นนี้
ยิ่งไปกว่านั้น น้ำพุที่ภูเขาปากอสรพิษยังคงไหลเช่นเดียวกับปีก่อน ๆ ไม่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง
เขาเดินทางยามค่ำคืนมาตลอดทั้งคืน กว่าจะไปถึงตัวเมืองฟ้าก็เริ่มสางแล้ว
เมื่อเข้าเมือง เขามุ่งหน้าไปหุยชุนถังก่อน คราวนี้เขานำยาเพิ่มกำลังมาหนึ่งกระสอบ ตั้งใจขายให้ซือหม่าอี้ทั้งหมด
พอเดินเข้าไปในหุยชุนถัง ก็พบว่ากิจการคึกคักเป็นพิเศษ มีผู้คนต่อแถวกันอยู่มากมาย
เขาหาม้านั่งเตี้ยตัวหนึ่งนั่งลงข้าง ๆ ตั้งใจจะรอสักครู่
ใครจะคิดว่าเพียงหย่อนก้นลงไป ม้านั่งก็หักดังกร๊อบแล้วพังครืนทันที
ตัวเขาหนักราว 100 จิน กระบี่ที่สะพายอยู่ด้านหลังก็หนักถึง 150 จิน แถมม้านั่งตัวนี้ยังไม่แข็งแรงนัก
เหตุการณ์นี้ทำให้คนไข้ในร้านตกใจจนสะดุ้งเฮือก ส่วนผู้ที่รู้จักเขาก็พากันกระซิบกระซาบ
“ท่านนี้ก็คือบัณฑิตจางผู้เลื่องลือ!”
“คนที่ใช้กระบี่ฟันผู้คุมสอบปลิวออกไปกลางสนามสอบนั่นแหละ”
“ฮ่า! คนที่ทำสนามสอบพัง แถมยังติดหนี้เงินก้อนโต 200 ตำลึงใช่หรือไม่!”
“ฮ่า ๆ ข้าก็ไปดูการสอบครั้งนั้นมาเหมือนกัน...”
“ท่านผู้นี้ช่างเป็นคนประหลาดจริง ๆ...”