ทางตะวันออกของหมู่บ้านมีแปลงผักรกร้างอยู่แห่งหนึ่ง
วัชพืชสูงเกือบครึ่งตัวขึ้นเต็มแปลง มีต้นไม้คดงออยู่ไม่กี่ต้นยืนโดดเดี่ยว
จงเสวียนนั่งยอง ๆ อยู่บนคันนา มือข้างหนึ่งพันผ้าพันแผลคล้องไว้กับอก ส่วนอีกข้างคีบบุหรี่ เขี่ยขี้เถ้าลงแปลงพลางยิ้มจนหน้าขึ้นริ้วรอย
เสี่ยวหลิวกับเสี่ยวจางนั่งยอง ๆ อยู่ข้างเขา ต่างคนต่างคาบบุหรี่ ใบหน้าเต็มไปด้วยความย่ามใจ
“ฮ่า ๆ ๆ ๆ!”
จงเสวียนหัวเราะออกมา พลางชี้ไปยังทิศทางของตระกูลหลินที่ยังมีควันลอยกรุ่น
“ไอ้เด็กนั่นกล้าต่อยฉัน จงเสวียนงั้นหรือ? ฉันก็เผาบ้านมันซะเลย! ต่อให้มันรู้ว่าเป็นฝีมือฉัน แล้วมันมีหลักฐานไหมล่ะ?”
เสี่ยวหลิวยกนิ้วโป้งให้ “พี่จงสุดยอด!”
เสี่ยวจางรีบประจบตาม “แผนนี้ของพี่จงแยบยลจริง ๆ พอบ้านไหม้ ไอ้เด็กนั่นก็ต้องยอมทำตามแต่โดยดีใช่ไหม?”
จงเสวียนพ่นควันออกมาแล้วหรี่ตา
“พวกแกจะไปรู้อะไร?”
เขาถุยน้ำลายลงพื้น
“ที่ดินแถวนี้จะถูกรื้อถอนสิ้นปี บ้านซอมซ่อของพวกมัน อย่างน้อยก็ได้เงินชดเชยหลายแสน! หลายแสนเชียวนะ! ฉันจะปล่อยให้มันได้เงินไปสบาย ๆ ได้ยังไง?”
เสี่ยวหลิวตาเป็นประกาย “เพราะงั้นพี่จงถึงเผาบ้านมัน...”
จงเสวียนตบต้นขาฉาด “ในสัญญาเขียนไว้ชัดเจน ถ้าบ้านเสียหายก็ต้องจ่ายค่าเสียหาย! พอบ้านมันไม่เหลือ เงินชดเชยค่ารื้อถอนก็ต้องเอามาจ่ายให้พวกเราก่อน! ไอ้เด็กนั่นคิดจะเบี้ยวหรือ? ฉันจะทำให้มันไม่ได้สักแดง!”
เสี่ยวจางชูนิ้วโป้งสองข้าง “แยบยล! แยบยลจริง ๆ!”
เสี่ยวหลิวผสมโรง “ไอ้เด็กนั่นไม่ใช่ว่าต่อยเก่งนักหรือ? ถ้าแน่จริงก็ลองไปต่อยสำนักงานรื้อถอนดูสิ!”
