“บอกฉันหน่อย ตอนอายุสิบขวบ นายเอาชีวิตรอดในคุกที่มืดมิดไร้แสงตะวันมาได้ยังไง ฉันอยากรู้จริง ๆ” เสียงของเย่ชิงเฉิงแผ่วเบา ราวกับกลัวจะทำให้บางสิ่งตกใจ ทั้งยังแหบพร่าเล็กน้อย
หลินเชวี่ยเงียบไปนาน
นานจนเย่ชิงเฉิงคิดว่าเขาคงไม่ตอบแล้ว
“แค่คิดว่าจะต้องมีชีวิตต่อไป แล้วก็มีชีวิตรอดออกมา เพื่อไปหาพ่อบุญธรรม ไปหาเฉียนเฉี่ย” ในที่สุดหลินเชวี่ยก็เอ่ยขึ้นด้วยเสียงต่ำ
เขาไม่ได้พูดถึงตระกูลลิ่ง ไม่ได้พูดถึงการถูกฆ่าล้างตระกูล ไม่ได้พูดถึงเรื่องที่ซ่อนอยู่ลึกที่สุดในใจ ซึ่งแค่หายใจก็ยังเจ็บปวด
บางเรื่อง เขาอยากผนึกมันไว้ในความทรงจำส่วนตัวตลอดไป
ไม่คิดถึง ไม่เอ่ยถึง ไม่พูดถึง เท่านี้ใจก็สบายขึ้นมากแล้ว
ยิ่งกว่านั้น เขาไม่มีทางเป็นฝ่ายบอกความทุกข์ของตัวเองให้คนอื่นฟัง เพื่อให้คนเหล่านั้นเวทนา
นั่นไม่ใช่นิสัยของเขา ต่อให้คนคนนั้นจะเป็นคนที่เขาไว้ใจมากก็ตาม
เย่ชิงเฉิงไม่รู้เรื่องเหล่านี้ แต่ฟังออกว่ามีบางอย่างแฝงอยู่ในเสียงของเขา
ไม่ใช่ความเศร้า ไม่ใช่ความโกรธ แต่เป็นบางสิ่งที่ฝังลึกถึงกระดูก ถูกกดทับมานานหลายสิบปี จนแม้แต่ตัวเขาเองก็ยังไม่รู้ว่าจะเรียกมันว่าอะไร
เธอซบหน้าลงกับซอกไหล่เขา กระชับวงแขนแน่นขึ้นเล็กน้อย “ต่อไปจะไม่เป็นแบบนั้นอีกแล้ว ไม่มีวันอีกแล้ว”
หลินเชวี่ยไม่ได้พูดอะไร หัวใจที่สงบนิ่งพลันไหววูบ
แสงไฟถนนดวงแล้วดวงเล่าถอยห่างไปด้านหลัง เงาของทั้งสองทอดยาวบนถนนยางมะตอย ซ้อนทับกันราวกับเป็นคนคนเดียว
เย่ชิงเฉิงนอนพาดอยู่บนหลังเขา ไม่รู้ว่าหลับตาลงตั้งแต่เมื่อไร
เธอยังไม่หลับ แต่ไม่อยากลืมตา
เธออยากเดินไปบนถนนสายนี้ให้นานกว่านี้
นานกว่านี้อีกหน่อย......
