“อืม” หลินเชวี่ยขานรับ
“ติดต่อกันไว้ ไม่เกินสามวันฉันจะส่งข่าวให้” สิงเจิ้งพูดจบก็วางสาย
หลินเชวี่ยวางโทรศัพท์ลงบนโต๊ะตรวจโรค แล้วถอนหายใจยาว
หมอฮวาเดินอ้อมออกมาจากหลังเคาน์เตอร์มายืนข้างหลินเชวี่ย เขาลดเสียงลง ริ้วรอยบนใบหน้าคลายออกเล็กน้อย แววตาเป็นประกาย
“คุณหลิน คุณมีคนอยู่ในหน่วยงานรัฐด้วยหรือครับ?”
หลินเชวี่ยพยักหน้า ยิ้มน้อย ๆ “หมอฮวา ไม่เป็นไรครับ ไม่ต้องกังวล”
หมอฮวาสูดหายใจลึก ขยี้มือไปมา สีหน้าเปลี่ยนจากตึงเครียดเป็นทอดถอนใจ แล้วแปรเป็นความอาลัย
“ฝีมือของไอ้แก่เฉินอี้หมิงนั่นช่างน่ากลัวจริง ๆ ตอนนั้นถ้าตาเย่ไม่มีภูมิหลังจากตระกูลลิ่ง ตระกูลมหาเศรษฐีผู้ทรงอิทธิพลแห่งตี้ตู ก็คงสู้เฉินอี้หมิงไม่ได้เหมือนกัน”
เขาพูดโดยไม่คิดอะไร
แต่หลินเชวี่ยกลับเก็บมาใส่ใจ
ตระกูลลิ่ง
สองคำนี้เหมือนเข็มที่ทิ่มแทงเข้าไปในส่วนที่อ่อนโยนที่สุดของหัวใจหลินเชวี่ย
สีหน้าของเขาซีดเผือดไปชั่วขณะ
ตระกูลลิ่งนั้นก็คือตระกูลของเขา
น่าเสียดายที่ตอนนี้ นอกจากเขาแล้ว ทุกคนล้วนตายหมดแล้ว
ทั้งปู่ลิ่งฉูโข่ว บิดาลิ่งจงหัว มารดา อา ญาติผู้พี่ญาติผู้น้อง เพื่อนฝูง รวมถึงเหล่าลุงอาที่พึ่งพาตระกูลลิ่ง ล้วนไม่เหลือแล้ว
คนทั้งตระกูลกว่าร้อยชีวิต เพียงชั่วข้ามคืนก็กลายเป็นทะเลเลือด
เขาหลับตาลง สูดหายใจลึก ข่มอารมณ์ปั่นป่วนเหล่านั้นกลับไป ครั้นลืมตาขึ้นอีกครั้ง ใบหน้าก็กลับมาสงบนิ่งแล้ว
หมอฮวาไม่ทันสังเกตความผิดปกติของเขา ยังคงพูดพล่ามต่อไป
“ตอนนั้นตาเย่เคยติดตามนายท่านใหญ่ตระกูลลิ่งไปฆ่าทหารญี่ปุ่น สร้างความดีความชอบไว้ ภายหลังจึงมาตั้งรกรากในจงตู หากไม่ใช่เพราะความผูกพันในครั้งนั้น ตระกูลเย่ก็คงหยั่งรากในจงตูไม่ได้หรอก จิ้งจอกเฒ่าเฉินอี้หมิงนั่นหวาดเกรงเพียงบารมีที่ตระกูลลิ่งทิ้งไว้...”
