นิ้วของหลินเชวี่ยชะงักค้าง
ข้อความยังไม่หมด ด้านล่างยังมีอีกย่อหน้าหนึ่ง
“ช่วงนี้ลูกไปมีเรื่องกับตระกูลเฉิน เรื่องใหญ่โตมาก แม่กับพ่อทูนหัวและเฉียนเฉี่ยก็รู้กันหมดแล้ว รีบจัดการให้เรียบร้อยนะ ถ้าไม่ไหวจริง ๆ ก็ไปขอโทษท่านผู้เฒ่าตระกูลเฉินสักครั้ง ลูกเป็นลูกผู้ชาย เรื่องแค่นี้ไม่เห็นต้องอับอายเลย พวกเราคนธรรมดา ขอแค่สุขภาพแข็งแรง อยู่เย็นเป็นสุขก็พอแล้ว”
หลินเชวี่ยถือโทรศัพท์ยืนนิ่งอยู่ข้างโต๊ะชา ไม่ขยับเขยื้อน
“ไอ้สารเลว!” ในที่สุดหลินเชวี่ยก็ด่าด้วยความโกรธ แววตาเย็นเยียบ
ตลอดช่วงที่ผ่านมา เขาพยายามข่มใจ ยึดถือคุณธรรมแห่งยุทธภพ แต่คิดไม่ถึงว่าไอ้เฒ่าเฉินอี้หมิงนั่นจะกล้าเล่นงานครอบครัวของเขา!
จะเล่นงานเขาก็ได้
แต่ห้ามแตะต้องครอบครัวของเขา
ในเมื่อเป็นเช่นนี้ แล้วเขาจะต้องยึดถือคุณธรรมอะไรอีก?
หลินเชวี่ยกัดฟัน หันหลังผลักประตูด้านหลัง เดินเข้าไปในลานชั้นใน
มุมหนึ่งของลานมีกรงเหล็กสี่กรงวางเรียงกัน ปิดทับด้วยแผ่นกระดาษแข็ง ภายในมีเสียงหายใจหนัก ๆ กับเสียงโซ่กระทบกันแผ่วเบา
หลินเชวี่ยเดินเข้าไป กระชากแผ่นกระดาษแข็งออกจากกรงสองกรง
เฉินสวินขดตัวอยู่มุมกรง ผมเผ้ายุ่งเหยิงเหมือนรังนก บนใบหน้ามีรอยเขียวช้ำเป็นปื้น มุมปากมีคราบเลือดแห้งกรัง
เมื่อได้ยินเสียง เขาก็เงยหน้าขึ้น พอเห็นหลินเชวี่ย รูม่านตาก็หดวูบ ร่างกายถอยกรูดไปด้านหลังโดยไม่รู้ตัว
“แกจะทำอะไร...”
เพียงไม่กี่วัน เฉินสวินก็ดูแก่ลงไปมาก ผมขาวโพลน ดูราวกับชายชราอายุหกสิบต้น ๆ
