หลินเชวี่ยจ้องประตูบานนั้น รูม่านตาหดเล็กลงเล็กน้อย เขากดเสียงต่ำโดยไม่หันกลับไปมอง “พ่อบุญธรรม คืนนี้พ่อกับแม่บุญธรรม แล้วก็พี่เฉียนเฉี่ยต้องอยู่ข้างผมไว้ ห้ามไปไหนมาไหนตามลำพัง”
“ได้”
แม้หลินเจี้ยนกั๋วจะไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่เมื่อเห็นหลินเชวี่ยเคร่งขรึมถึงเพียงนี้ เขาก็พยักหน้ารับอย่างจริงจัง
บรรยากาศในห้องโถงเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง
คนที่เมื่อครู่ยังเหน็บแนมเยาะเย้ย ต่างพากันเปลี่ยนสีหน้าเป็นยิ้มแย้ม ถือแก้วเหล้าเดินเข้ามาหา
“คุณหลิน ได้ยินชื่อเสียงมานาน!”
“คุณหลินอายุยังน้อย แต่มีฝีมือการแพทย์ยอดเยี่ยมขนาดนี้ อนาคตไกลแน่นอน!”
“คุณหลิน นี่นามบัตรของผม ไว้วันหลังต้องให้เกียรติมาทานข้าวด้วยกันนะครับ...”
หลี่เยี่ยนยืนอยู่ข้าง ๆ เหมือนคนกำลังตกตะลึงจนทำอะไรไม่ถูก
เธอมองบุคคลสำคัญที่ปกติจะเห็นได้แค่ในโทรทัศน์ แต่ละคนยิ้มประจบพร้อมจับมือกับหลินเชวี่ย สมองของเธอพลันอื้ออึงไปหมด
เธอแอบหยิกต้นขาตัวเอง เจ็บจนเบ้หน้า
ไม่ได้ฝันไปจริง ๆ
ลูกชายฉันนี่เก่งจริง ๆ!
รู้อย่างนี้แต่แรกว่ามีลูกชายแล้วจะได้หน้าได้ตาขนาดนี้ ตอนนั้นฉันน่าจะพยายามอีกหน่อย คลอดออกมาสักโหลก็ดีสิ!
อู๋เว่ยกั๋วเชิญครอบครัวหลินเชวี่ยไปนั่งที่โต๊ะประธานด้วยตัวเอง
ผู้ที่นั่งอยู่โต๊ะประธานล้วนเป็นบุคคลมีหน้ามีตาตัวจริงแห่งจงตู
มีทั้งคนในแวดวงการเมืองและแวดวงธุรกิจ
แต่ในเวลานี้ สายตาของทุกคนกลับจับจ้องไปที่หลินเชวี่ย
อู๋เว่ยกั๋วยกแก้วเหล้าขึ้น ยืนขึ้นแล้วกล่าวว่า “มาเถอะทุกท่าน พวกเราดื่มให้คุณหลินน้อย คุณหลิน และคุณนายหลินกันสักแก้ว!”
ทุกคนลุกขึ้นยืน ยกแก้วตาม
หลินเจี้ยนกั๋วนั่งอยู่ข้างหลินเชวี่ย มือที่ถือแก้วไวน์แดงสั่นเทา
ทั้งชีวิตนี้เขาเคยได้รับการปฏิบัติเช่นนี้เมื่อไรกัน?
อีกด้านหนึ่ง หลังดื่มกันไปหลายรอบ เย่ชิงเฉิงกับหลินเฉียนเฉี่ยก็เริ่มพูดคุยกันอย่างสนิทสนม
“ตอนเด็ก ๆ หลินเชวี่ยซนมากเลย” มุมปากหลินเฉียนเฉี่ยยกขึ้นเป็นรอยยิ้ม “ครั้งหนึ่งเขาปีนต้นไม้ไปเก็บผลไม้แล้วตกลงมา หัวเข่าถลอก ร้องไห้จ้า ฉันเอาพลาสเตอร์ปิดแผลให้ เขาร้องไห้ไปพลางพูดไปพลางว่า ‘พี่เฉียนเฉี่ย ต่อไปผมจะไม่ปีนต้นไม้อีกแล้ว’ ผลคือวันรุ่งขึ้นก็ปีนอีก”
