หลินเชวี่ยยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น
สายตาของเขากวาดผ่านคนที่กำลังเยาะเย้ยถากถาง ก่อนจะไปหยุดอยู่ที่อู๋เว่ยกั๋ว เขาเองก็อยากเห็นว่าอู๋เว่ยกั๋วจะจัดการเรื่องนี้อย่างไร
“หุบปากให้หมด!”
เสียงชราที่เปี่ยมด้วยพลังดังก้องขึ้น
ทุกคนต่างชะงักงัน
สีหน้าอู๋เว่ยกั๋วพลันเขียวคล้ำ เขาดันเก้าอี้ออก ลุกขึ้นยืน แล้วเดินตรงไปหาหลินเชวี่ยทีละก้าว
ในดวงตาขุ่นมัวคู่นั้น บัดนี้กลับเปล่งประกาย
เขาเดินมาหยุดตรงหน้าหลินเชวี่ย
จากนั้นก็ก้มตัวลง โค้งคำนับอย่างสุดซึ้ง
ทั้งงานเงียบกริบ
ทุกคนราวกับถูกบีบคอ ต่างเบิกตากว้าง อ้าปากค้าง ไม่มีใครพูดอะไรออกมาได้สักคำ
นี่มันเรื่องอะไรกัน?
หรือว่าคนที่เชิญครอบครัวหลินเชวี่ยมาหลายคน ไม่ใช่ความคิดของบอดี้การ์ด แต่เป็นความคิดของอู๋เว่ยกั๋วเอง?
ในเวลานี้ ชายชราวัย 70 ปีผู้ก่อตั้งกลุ่มบริษัทจินหาว และเป็นบุคคลระดับตำนานแห่งวงการธุรกิจจงตู กำลังโค้งคำนับให้ชายหนุ่มวัยยี่สิบต้น ๆ ต่อหน้าบุคคลสำคัญกว่าร้อยคน
อู๋เว่ยกั๋วยืดตัวขึ้น จับมือหลินเชวี่ยไว้ แล้วกล่าวเสียงดังฟังชัด “น้องหลิน บุญคุณที่ช่วยชีวิตฉัน ฉันจะไม่มีวันลืม วันนี้นายมาได้ ถือเป็นเกียรติของฉัน อู๋เว่ยกั๋ว!”
กล่าวจบ เขาก็หันไปเผชิญหน้ากับทุกคนในงาน แล้วเอ่ยทีละคำ “ชีวิตแก่ ๆ ของฉันนี้ น้องหลินเป็นคนชิงกลับมาจากมือยมราช ถ้าไม่มีเขา วันนี้ฉันคงมายืนดื่มเหล้ากับทุกท่านที่นี่ไม่ได้”
“ใครกล้าดูถูกน้องหลิน ก็เท่ากับดูถูกฉัน อู๋เว่ยกั๋ว เชิญออกไปเดี๋ยวนี้!”
“ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป น้องหลินคือแขกคนสำคัญของกลุ่มบริษัทจินหาว!”
