หลินเชวี่ยตาไว มือเร็ว รีบคว้าแขนเย่เป้ากั๋วไว้แล้วดึงเขาขึ้นจากพื้น
เข่าของชายชรายังไม่ทันแตะพื้น ก็ถูกประคองเอาไว้เสียก่อน
“คุณทำอะไรครับ? ผมไม่ใช่คุณชายน้อยอะไรนั่น อย่าพูดเหลวไหลเลยครับ” หลินเชวี่ยขมวดคิ้วจนเป็นปม น้ำเสียงเจือความงุนงงอยู่หลายส่วน
เย่เป้ากั๋วถูกเขาประคองแขนไว้ ร่างทั้งร่างแทบไร้เรี่ยวแรง ราวกับกระดูกถูกดึงออกไปหมดแล้ว กว่าจะยืนได้มั่นคงก็ยังสั่นเทา
ดวงตาขุ่นมัวคู่นั้นจ้องใบหน้าหลินเชวี่ยเขม็ง ริมฝีปากสั่นระริกอยู่หลายครั้ง กว่าจะเค้นเสียงออกมาได้
“แซ่เดิมของเธอคือลิ่ง ปู่ของเธอชื่อ ลิ่งฉูโข่ว พ่อชื่อ ลิ่งจงหัว ส่วนเธอชื่อลิ่งเชวี่ย ที่ใช้ชื่อเชวี่ยก็เพราะตระกูลลิ่งไม่อาจรับใช้ชาติอย่างเปิดเผยได้อีกแล้ว”
มือที่ประคองเขาอยู่ของหลินเชวี่ยชะงักค้าง “คุณเป็นใคร?”
เย่เป้ากั๋วเอ่ยทีละคำ ราวกับควักหัวใจของหลินเชวี่ยออกมา “เมื่อ 15 ปีก่อน ตระกูลลิ่งถูกสังหารล้างตระกูล ทั้งบ้านทั้งเรือน ตั้งแต่เด็กจนแก่ ไม่มีใครเหลือรอดสักคน ตอนที่ฉันพาคนไปถึง เหลือเพียงศพเกลื่อนพื้น แต่กลับขาดคนไปคนหนึ่ง”
แววตาของหลินเชวี่ยเริ่มสั่นไหว
ไม่ใช่เพราะหวาดกลัว
แต่เป็นเพราะสิ่งที่ถูกฝังกลบมานาน 15 ปี จู่ ๆ ก็ถูกใครบางคนขุดขึ้นมาทั้งเลือดทั้งเนื้อ
ตอนนั้นเขาเพิ่งอายุ 5 ขวบเอง!
แต่ภาพเหตุการณ์เหล่านั้น ต่อให้ตายก็ไม่มีวันลืม!
นิ้วมือที่กำแขนเย่เป้ากั๋วของเขากระชับแน่นขึ้นเล็กน้อย เสียงกดต่ำจนแทบเป็นกระซิบ “ตกลงคุณเป็นใครกันแน่?”
ในที่สุดน้ำตาของเย่เป้ากั๋วก็ไหลริน
ชายชราวัยกว่า 80 ปีผู้นี้ เสาหลักแห่งตระกูลเย่ที่เคยร่วมสู้กับทหารญี่ปุ่นเคียงข้างนายท่านผู้เฒ่าตระกูลลิ่ง และผงาดอยู่ในจงตูมาหลายสิบปี บัดนี้กลับน้ำตาอาบหน้า
เขายกมือขึ้นเช็ดหน้า แต่เช็ดเท่าไรก็ไม่แห้ง น้ำตายังคงไหลลงมา “เมื่อก่อนฉันเป็นแค่คนตัวเล็ก ๆ ใต้บังคับบัญชาของปู่เธอ คุณชายน้อย คิดไม่ถึงจริง ๆ...ว่าเธอยังมีชีวิตอยู่”
