สิ่งที่เผยจือเฮ่อจับประเด็นได้ทำให้เธอคาดไม่ถึงอยู่บ้าง
เจียงเฉียวกะพริบตาปริบ ๆ “พี่สาวก็คือพี่สาวนั่นแหละค่ะ ถึงจะเป็นการเดา แต่ในจดหมายฉันก็เขียนเรียกแบบนี้มาตลอด เธอไม่เคยแก้ไขอะไรเลย”
ตอนปีหนึ่งที่เขียนจดหมายขอบคุณ เธอไม่รู้เลยว่าผู้บริจาคเป็นเพศไหน อายุเท่าไร อาชีพอะไร หรือแม้แต่สัญชาติอะไร นอกจากจะเขียนคำขึ้นต้นด้วยความเคารพว่า [เรียน ท่านผู้มีอุปการคุณ] แล้ว เธอยังใช้เวลาทั้งคืนร่างจดหมายฉบับนี้เป็นภาษาอังกฤษอีกหนึ่งฉบับ
ตอนเขียนจดหมายกับส่งจดหมายก็ตื่นเต้นมาก ไม่กล้าคาดหวังว่าอีกฝ่ายจะได้เห็นจริง ๆ แต่สุดท้ายก่อนวันปีใหม่ก็ได้รับจดหมายตอบกลับ
กระดาษจดหมายทรงแคบยาวให้สัมผัสหนานุ่ม ใช้หมึกปากกาสีเทาอมฟ้า ลายมือสวยงาม ดูสุขุมหนักแน่นจนเดาเพศไม่ออก
สิ่งที่ทำให้เธอรู้สึกว่าอีกฝ่ายเป็นพี่สาวจริง ๆ คือลีลาการใช้ถ้อยคำในจดหมาย
อีกฝ่ายปฏิเสธความตั้งใจที่เธอจะใช้เงินคืนหลังจากเรียนจบอย่างนุ่มนวล นอกเหนือจากที่ยังคงปกปิดตัวตนของตัวเองแล้ว ยังเขียนตอบกลับทุกความลังเลเล็ก ๆ น้อย ๆ ในจดหมายของเธออีกด้วย
บอกว่าเรื่องเงินไม่จำเป็นต้องให้เธอกังวล ขอแค่เธอสอบได้สามอันดับแรกของคณะภาษาต่างประเทศทุกปี ทุนการศึกษาจำนวนนี้ก็เพียงพอให้เธอตั้งใจเรียนและใช้ชีวิตได้อย่างสบาย
อีกฝ่ายเรียกเธอว่าคุณเจียงเฉียว ลงท้ายว่า [H ที่เติบโตไปพร้อมกับเธอ]
มหาวิทยาลัยจิงต้าเป็นสถาบันอุดมศึกษาชั้นแนวหน้าของประเทศแบบนี้ มีเหล่าพ่อค้าคหบดีและผู้มีชื่อเสียงมากมายยินดีบริจาคทุนการศึกษา แต่ละคนล้วนอยากจะลงชื่อตัวเองประกาศในหนังสือพิมพ์ให้รู้กันไปทั่ว H ที่ไม่ยอมเปิดเผยข้อมูลส่วนตัวใด ๆ เลยตั้งแต่ต้นจนจบแบบนี้ เธอไม่เคยพบเจอมาก่อน
