เจียงเฉียวยืนนิ่ง มองเขาตะลึงงัน ชั่วขณะนั้นแทบลืมหายใจไปเลย
เธอก็เหมือนว่า ที่จริงแล้วไม่ได้เร่ร่อนไปเสียทั้งหมด
ถูกเจียงอวี้เฟินผลักออกมานอกประตูก็ไม่เป็นไร ตอนนี้เธอมีบ้านหลังที่สองแล้ว
บ้านของเธอ…และเผยจือเฮ่อ สองคน
ไม่รู้ทำไม น้ำตาที่พึ่งข่มกลั้นไว้ได้ยากลำบากพลันเอ่อขึ้นมาอีกครั้ง โพรงจมูกทั้งเปรี้ยวทั้งอึดอัด เธอขายหน้าจนแก้มแดงก่ำ สัญชาตญาณบอกให้หมุนตัวหนี
ทว่าเผยจือเฮ่อกลับไม่ปล่อยมือ มือที่แต่เดิมกุมไว้อย่างหลวมคลายอยู่ครู่หนึ่ง ก็กลับมาสอดประสานนิ้วแนบแน่นอีกครั้ง
มือของเขากว้างใหญ่ อบอุ่นและแห้งผาก ปกคลุมฝ่ามือเล็กของเธอไว้เหมือนประคอง
ดั่งสมอที่ถูกทิ้งลงไปในทะเลกว้าง เงียบขรึมและหนักแน่น ไม่ให้เรือน้อยที่เธอนั่งถูกเกลียวคลื่นซัดออกไป
เจียงเฉียวสาละวนก้มหน้าเช็ดน้ำตา หางตามองเห็นเผยจือเฮ่อโน้มตัวมาข้าง ๆ อย่างเป็นธรรมชาติ บังสายตาสอดรู้สอดเห็นของแขกโต๊ะข้าง ๆ ไม่ให้เธอต้องกระดาก
ดูเหมือนเขายังรอคำตอบของเธออยู่
“ฉะ ฉัน…ยังไงก็ได้” เธอกระซิบพลางเงยหน้าขึ้น สายตาวูบวาบ ไม่กล้าสบตาของเผยจือเฮ่อเสียเท่าไร “แล้วก็ เรื่องร้องเรียนต้องขอบคุณคุณจริง ๆ นะ เช้านี้ไปฝึกงานได้ยินว่า หัวหน้าคนนั้นถูกไล่ออกไปแล้ว คุณช่วยฉันเรื่องใหญ่ขนาดนี้…ยังไงก็ควรเป็นฉันเลี้ยงขอบคุณต่างหาก”
“ครั้งนี้เอาไว้ก่อนเถอะ” เผยจือเฮ่อหัวเราะเสียงนุ่ม “เรื่องเล็กน้อยน่ะ ถ้าเธออยากเลี้ยงจริง ๆ รอให้ทำงานเป็นทางการแล้วยังมีโอกาสอีกมาก”
เขาจูงมือเจียงเฉียวไปยังตู้แช่ที่มีเค้กตัดเป็นชิ้น ๆ ข้อมือของเสื้อไหมพรมข้าวโอ๊ตสีขาวห้อยทิ้งตัวตามธรรมชาติ ยามขยับตัวเป็นจังหวะก็ถูไถข้อมือเธอแผ่วเบานุ่มละไม มีขนเล็ก ๆ จั๊กจี้หน่อย ๆ
