ชีวิตในสำนักศึกษาเถ้าถ่านสงบเรียบดังสายน้ำ
หยางเฉิงสอนหนังสือตามเวลา แลกเปลี่ยนความรู้กับอาจารย์จากเผ่าต่าง ๆ และค้นคว้าตำราโบราณในหอคัมภีร์
ปิงหลีสนิทกับเขามากขึ้นเล็กน้อย บางครั้งก็อ้างว่า “ผ่านมาพอดี” เพื่อเดินทางไปด้วยกัน หรือพูดคุยถึงปัญหาการฝึกตน
หงเจียวเองก็มาหาอยู่บ่อยครั้งโดยอ้างว่ามาขอคำชี้แนะ พร้อมนำข่าวล่าสุดจากนครเถ้าถ่านมาบอก โดยเฉพาะความคืบหน้าการจัดการเหตุการณ์หอรวมสมบัติ และความเปลี่ยนแปลงอันละเอียดอ่อนของขุมอำนาจต่าง ๆ
ทุกอย่างดำเนินไปตามครรลอง หยางเฉิงเองก็ยินดีดื่มด่ำกับบรรยากาศอันสงบ ใช้หทัยสวรรค์นิรันดร์ดูดซับสารอาหารจาก “คลังอารยธรรม” แห่งนี้อย่างเงียบงัน
“เจ้าหนูนั่นยังไม่ยอมออกมาอีกหรือ”
“สำนักศึกษาเถ้าถ่านไม่ธรรมดา อย่าเพิ่งผลีผลาม รอให้มันออกมาก่อนเถอะ”
ชายชุดเทาสองคนหงุดหงิดใจ ทว่าก็ทำอะไรไม่ได้
หนึ่งเดือนผ่านไปโดยไม่รู้ตัว
หยางเฉิงตัดสินใจไปยังเนินฝังปราชญ์ เพื่อดูความคืบหน้าของภูเขาหมุนเวียนวัฏสงสาร
เมื่อเขาออกจากนครเถ้าถ่านมาได้ราวสามพันลี้ และเข้าสู่ทุ่งร้างแห่งหนึ่ง สองจิตสัมผัสนั้นก็พลันตรึงเขาไว้
“หึ่ง!”
เสาแสงสีเงินสิบสองต้นสว่างขึ้นพร้อมกันรอบตัวเขา
เสาแสงหนาเท่าท่อนแขน สลักอักขระวิถีเซียนแน่นขนัด กักขังหยางเฉิงกับทุ่งร้างบริเวณนั้นไว้อย่างสมบูรณ์
มิติแข็งค้าง แม้แต่กระแสพลังวิญญาณฟ้าดินก็ถูกตัดขาดโดยสิ้นเชิง
นี่คือค่ายกลเซียนผนึกมิติ
เงาร่างชุดเทาสองสายปรากฏขึ้นอย่างไร้สุ้มเสียงนอกกรงแสงสีเงิน ลอยตระหง่านอยู่กลางอากาศ
“เฉินหยาง?”
ชายชุดเทาร่างสูงเอ่ยขึ้น “อาจารย์แห่งสำนักศึกษาเถ้าถ่าน ผู้มีบุญคุณต่อตระกูลหง หนึ่งในผู้รอดชีวิตจากห้องชั้นในของงานประมูลวันนั้น
