“ที่นี่เป็นอย่างไรบ้าง?”
หยางเฉิงเอ่ยถาม
“วุ่นวายและอันตราย”
ถังซิงอวี๋กวาดตามองรอบด้าน คล้ายกำลังสัมผัสและวิเคราะห์ “เหมาะแก่การวางค่ายกลกู่ชุนชิว ใช้ความวุ่นวายหล่อเลี้ยงกู่ ใช้หายนะขัดเกลาธาตุแท้ของกู่”
“โครงสร้างมิติค่อนข้างมั่นคง ส่วนลึกมีปฏิกิริยาจากแหล่งพลังงานความเข้มข้นสูง”
แสงวูบไหวอยู่ลึกเข้าไปในดวงตาของสวีฝาน เขาสแกนและวิเคราะห์พื้นที่โดยรอบในรัศมีหลายร้อยลี้เสร็จสิ้นในชั่วพริบตา “สามารถสร้างม่านพลังหลายชั้นและอุปกรณ์รบกวนมิติ เพื่อก่อร่างเป็นฐานที่ซ่อนเร้นได้
ใต้ลงไป 3,000 เมตรมีจุดเชื่อมต่อเส้นชีพจรปฐพีที่มั่นคง สามารถสร้างค่ายกลรวบรวมพลังวิญญาณและค่ายกลป้องกันขนาดใหญ่...”
ทั้งสองเอ่ยด้วยน้ำเสียงสงบนิ่ง ราวกับกำลังพูดถึงสถานที่ชมทิวทัศน์งดงาม มิใช่เขตต้องห้ามบนเนินฝังเซียนที่ผู้คนหวาดผวาเมื่อเอ่ยถึง
หยางเฉิงพยักหน้า
ตลอดร้อยปีที่ผ่านมา พวกเขาต่างออกท่องยุทธภพและฝึกฝนอยู่ในโลกแสงศักดิ์สิทธิ์คนละแห่ง พลังฝีมือและมุมมองล้วนเปลี่ยนไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง
ที่เลือกสถานที่แห่งนี้เป็นฐานที่มั่น ก็เพราะเล็งเห็นสภาพแวดล้อมอันสุดขั้วของมัน และที่สำคัญที่สุดคือความลับซ่อนเร้น
“เริ่มกันเถอะ”
หยางเฉิงกล่าว
ไม่มีถ้อยคำไร้สาระ ทั้งสามร่างลงมือพร้อมกัน
ถังซิงอวี๋เริ่มสร้างค่ายกลวิถีกู่ที่ซ่อนเร้นขึ้น ณ ที่แห่งนี้ เพื่อให้สิ่งมีชีวิตแห่งการทำลายล้างเหล่านั้นไม่กล้าเข้าใกล้
มิติด้านหลังสวีฝานพลันกระเพื่อมเป็นระลอก ประตูโลหะบานแล้วบานเล่าเปิดออก
หน่วยจักรกลรูปร่างหลากหลายทะลักออกมา เริ่มก่อสร้างฐานที่มั่นและป้อมปราการจากใต้ดินลึก
หยางเฉิงเร่งเร้าพลังมหาวิถีอย่างสุดกำลัง
“ใช้มรรคาของข้า สะกดฟ้าดินแห่งนี้”
“กาลมิติ จงสงบนิ่ง!”
เขาสร้างโซ่กฎเกณฑ์นับหมื่นสาย เพื่อทำให้กาลมิติแห่งนี้มั่นคง
ภายใต้การปรับเปลี่ยนของเขา ต่อให้เป็นบรรพชนยุทธ์ขั้นเก้า ก็ยังยากจะฉีกมิติแห่งนี้ให้ขาด
ทั้งสามประสานงานกันอย่างรู้ใจ ต่างสำแดงความสามารถของตน
งานใหญ่ที่เงียบงันได้เริ่มต้นขึ้น
เจ็ดวันเจ็ดคืนผ่านไป ที่รกร้างผืนนี้ซึ่งตั้งอยู่ลึกเข้าไปในเนินฝังเซียนก็เปลี่ยนแปลงไปอย่างพลิกฟ้าพลิกดิน
