“บัดซบ”
“ถอยไปก่อน”
คลื่นเจตจำนงที่ทั้งเดือดดาลและตื่นตระหนกของสิ่งวิปลาสทั้งสี่ดังก้องอยู่ในห้วงกาลอวกาศที่แปรปรวน
ร่างของพวกมันเริ่มเลือนหายอย่างรวดเร็ว ราวกับต้องการหลุดพ้นจากโลกนี้และถอยกลับสู่มิติอันยากหยั่งรู้
ต้นแบบตรามรรคาแห่งความโกลาหลที่เพิ่งถือกำเนิดลอยไปยังประตูสวรรค์แห่งความโกลาหลซึ่งตั้งอยู่ไกลออกไปนอกฟากฟ้า ก่อนจะพุ่งเข้าไปในส่วนลึกของประตูและหายลับไป
เหลือเพียงห้วงสุญญะใหม่เอี่ยมที่ถูกฟื้นคืนสภาพ ณ ที่เดิม
แดนเซียนที่พังทลายและใจกลางทะเลขมที่ปั่นป่วนต่างถูกครอบคลุมอยู่ภายใน จึงพอได้พักหายใจชั่วคราว
ส่วนร่างของหยางเฉิงกลับหายไปแล้ว
สรรพชีวิตในทะเลขมรอดพ้นจากเคราะห์ภัย ต่างแหงนมองห้วงสุญญะใหม่เอี่ยมที่ว่างเปล่านั้นอย่างงุนงง ไม่รู้ว่าร่างซึ่งพลิกสถานการณ์กลับมาได้ยามคับขันนั้น
ท้ายที่สุดแล้วหายไปอยู่แห่งหนใด
ภายในเมืองหมอกพราง สวีฝานและคนอื่น ๆ มีใบหน้าซีดขาว ต่างมองไปยังฟากฟ้าไกล
“นายท่าน”
หลินซิงหลานพึมพำ เสียงสะอื้นติดอยู่ในลำคอ
“ศิษย์พี่”
น้ำตาของสวีฝานไหลรินเปียกชุ่มอาภรณ์
ทว่าความโศกเศร้ายังไม่ทันผ่านพ้น ประตูสวรรค์แห่งความโกลาหลซึ่งตั้งอยู่ไกลออกไปนอกฟากฟ้าก็พลันเกิดความเปลี่ยนแปลง
แสงริบหรี่ที่ไหลเวียนอยู่บนผิวประตูสว่างจ้าขึ้นฉับพลัน
ต่อมา ต้นแบบตรามรรคาแห่งความโกลาหลอันเลือนรางก็ปรากฏขึ้นจากส่วนลึกของประตู ลอยอยู่เหนือขอบประตู
กลิ่นอายที่ตรามรรคาแผ่ออกมามีต้นกำเนิดเดียวกับหยางเฉิง ทว่ากลับเก่าแก่และสงบนิ่งยิ่งกว่า อีกทั้งยังคล้ายหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับฟ้าดินแห่งทะเลขมและประตูสวรรค์บานนั้น
ใต้ตรามรรคา แสงริบหรี่บนประตูสวรรค์ไหลเวียน ก่อนโปรยแสงอันบริสุทธิ์ลงมาเป็นสาย
แสงเหล่านั้นปะปนกับไอความโกลาหลบางเบา ประหนึ่งสายฝนชโลมใจ ล่องลอยไปยังทะเลขมและแดนเซียนที่บอบช้ำจากสงคราม
เมื่อแสงบริสุทธิ์เคลื่อนผ่าน เศษซากดวงดาวที่แตกสลายก็ค่อย ๆ รวมตัวกัน ห้วงสุญญะที่แตกร้าวค่อย ๆ สมานเข้าหากัน พลังวิญญาณที่ปั่นป่วนกลับคืนสู่ความสงบ ความหวาดกลัวและสิ้นหวังในใจของสรรพชีวิตก็ได้รับการปลอบประโลมลงบ้าง
