เสียงหนึ่งดังขึ้น ฝูงชนก็แหวกทางออกโดยอัตโนมัติ
เห็นหงเจียวเดินเยื้องย่างเข้ามา โดยมีบ่าวชราหนึ่งคนกับผู้คุ้มกันอีกสองคนติดตามมาด้วย
วันนี้นางสวมชุดกระโปรงยาวสีเหลืองห่านแบบวังหลวง ขับผิวให้ขาวผ่องดุจหิมะ งดงามเจิดจ้าจับตา
ต่างจากความอ่อนโยนที่นางแสดงให้เห็นในยามปกติ ยามนี้ระหว่างคิ้วของนางแผ่กลิ่นอายของผู้ดูแลกิจการตระกูลหง ดวงตาคมกริบราวสายฟ้าจับจ้องไปยังผู้ดูแลหวัง
คุณหนูตระกูลหง หงเจียว
ผู้คนมากมายในที่นั้นจดจำนางได้ทันที
ทุกวันนี้ตระกูลหงกำลังรุ่งโรจน์ในนครเถ้าถ่าน หงเสวียนยิ่งได้รับตำแหน่งรองประมุขคนใหม่ของพันธมิตรกระบี่บุปผาร้อย มีอำนาจล้นฟ้า
ส่วนหงเจียวในฐานะหลานสาวที่หงเสวียนให้ความสำคัญมากที่สุด นางมีความสามารถโดดเด่นด้วยตนเอง ทั้งยังดูแลกิจการหลายอย่างของตระกูลหง มีฐานะสูงส่งอย่างยิ่งในหมู่คนรุ่นเยาว์ มิใช่คุณหนูตระกูลใหญ่ทั่วไปจะเทียบได้
เมื่อนางออกหน้าคราวนี้ ทั้งยังเรียกอีกฝ่ายว่า “แขกผู้มีเกียรติของข้า”
น้ำหนักของถ้อยคำนี้ทำให้บรรยากาศทั่วทั้งโถงเปลี่ยนไปในพริบตา
สีหน้าผู้ดูแลหวังซีดเผือดลงฉับพลัน
เขาไม่คาดคิดเลยว่าอาจารย์สำนักศึกษาที่ดูธรรมดาผู้นี้จะมีความเกี่ยวข้องกับตระกูลหง แถมหงเจียวยังยอมรับด้วยตนเองว่าเขาเป็น “แขกผู้มีเกียรติ”
ท่าทีที่เขาแสดงออกเมื่อครู่ มิเท่ากับตบหน้าตระกูลหงอย่างแรงหรอกหรือ?
“คุณ...คุณหนูหง...”
เหงื่อผุดขึ้นบนหน้าผากผู้ดูแลหวัง น้ำเสียงสั่นเครือเล็กน้อย “เรื่องนี้เกรงว่าจะมีความเข้าใจผิดอยู่บ้าง”
“เข้าใจผิดหรือ?”
หงเจียวเดินมาถึงเบื้องหน้า ก่อนพยักหน้าทักทายหยางเฉิงกับปิงหลีเล็กน้อย จากนั้นจึงมองผู้ดูแลหวังด้วยสายตาเย็นชา “ข้าเห็นกับตา ได้ยินกับหู เจ้าอาศัยตำแหน่งผู้ดูแลหอรวมสมบัติ ไม่ถามไถ่ต้นสายปลายเหตุ กลับเข้าข้างฝ่ายหนึ่ง ทั้งยังจะขับไล่แขกของตระกูลหง นี่เรียกว่าความเข้าใจผิดหรือ?
